สำนักงานประกันสังคมนครโฮจิมินห์เสนอให้แรงงานแพลตฟอร์มดิจิทัลต้องสมทบประกันสังคมภาคบังคับ มุ่งขยายความคุ้มครองระยะยาว แต่จุดชนวนความกังวลเรื่องรายได้ไม่แน่นอนและนิยาม "นายจ้าง" ที่ยังไม่ชัดเจน
สำนักงานประกันสังคมนครโฮจิมินห์ เสนอต่อคณะกรรมการประชาชนนครโฮจิมินห์ให้เพิ่มคนขับรถรับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันและผู้ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเข้าไปในกลุ่มที่ต้องเข้าร่วมประกันสังคมภาคบังคับ โดยระบุว่าแรงงานกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและมีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่ยังขาดความคุ้มครองทางสังคมระยะยาว อาทิ เงินบำนาญและเงินช่วยเหลือกรณีเสียชีวิต
กลไกที่เสนอคือให้บริษัทแอปเรียกรถ ผู้จัดการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และแพลตฟอร์มการชำระเงินทำหน้าที่หักและนำส่งเงินสมทบรายเดือนแทนแรงงาน ซึ่งจะทำให้การจัดเก็บทำได้ง่ายขึ้นในทางปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้จุดชนวนความกังวลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ประเด็นแรกคือรายได้ที่ไม่แน่นอน คนขับแอปต้องจ่ายค่าบริการแพลตฟอร์มสูงถึงร้อยละ 30 บวกกับค่าเชื้อเพลิงและค่าเสื่อมรถ ทำให้รายได้สุทธิถูกบีบอยู่แล้ว หากต้องสมทบประกันสังคมภาคบังคับเพิ่มอีก รายได้จะตึงตัวขึ้นอีก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานพาร์ทไทม์หรือมียอดขายผันผวนตามฤดูกาล
ประเด็นที่สองคือการแบ่งรับผิดชอบเงินสมทบ ระบบปัจจุบันกำหนดให้นายจ้างจ่ายร้อยละ 21.5 และลูกจ้างจ่ายร้อยละ 10.5 รวมเป็นร้อยละ 32 ของเงินเดือน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างแพลตฟอร์มกับคนขับหรือพ่อค้าออนไลน์ไม่ใช่การจ้างงานแบบดั้งเดิม จึงยังไม่ชัดเจนว่าบริษัทแพลตฟอร์มมีหน้าที่ต้องร่วมจ่ายในส่วนของนายจ้างหรือไม่
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการขยายระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานดิจิทัลเป็นทิศทางที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังดำเนินการ แต่จำเป็นต้องออกแบบให้ยืดหยุ่นเพียงพอ โดยอัตราการสมทบ วิธีการเก็บเงิน และเกณฑ์การกำหนดรายได้ต้องสอดคล้องกับลักษณะงานของผู้ประกอบอาชีพอิสระ เพื่อให้การขยายความคุ้มครองทางสังคมไม่กลายเป็นภาระที่ซ้ำเติมคนทำงาน













