Showing posts with label สุขภาพจิต. Show all posts
Showing posts with label สุขภาพจิต. Show all posts

Tuesday, August 11, 2026

รายงานชี้แรงงานไนจีเรียเผชิญภาวะหมดไฟและขาดความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต

รายงานวิเคราะห์สถานการณ์แรงงานในประเทศไนจีเรียระบุว่า คนทำงานจำนวนมากกำลังเผชิญกับภาวะเส้นแบ่งระหว่างงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวที่หายไป จากปัญหาชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ภาระงานที่เกินกำลังเนื่องจากองค์กรมีพนักงานไม่เพียงพอ และความกดดันที่ต้องพร้อมตอบสนองเรื่องงานตลอดเวลาผ่านเทคโนโลยี ส่งผลให้เกิดความเครียดทางอารมณ์ ร่างกาย เสียสุขภาพจิต และขาดเวลาสำหรับครอบครัว โดยปัญหาการเรียกร้องสวัสดิการในปัจจุบันมักมุ่งเน้นไปที่เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำเท่านั้น แต่กลับมองข้ามสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตในการทำงานจริง

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจเอกชนจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นจนต้องลดจำนวนพนักงานและผลักภาระงานให้คนทำงานแบกรับเกินขีดความสามารถ ผู้เชี่ยวชาญจึงเรียกร้องให้สหภาพแรงงานและนายจ้างหันมาให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของคนทำงานในมิติที่กว้างขึ้น โดยปรับปรุงระบบการบริหารจัดการ จัดสรรอัตรากำลังให้เหมาะสม คุ้มครองสิทธิในการหยุดพักผ่อนตามกฎหมาย และหยุดค่านิยมการโหมงานหนักจนร่างกายทรุดโทรม เนื่องจากประสิทธิภาพในการทำงานที่ยั่งยืนไม่ควรก่อตัวขึ้นบนความเหนื่อยล้าเรื้อรังของแรงงาน

ที่มา: Independent Newspaper Nigeria, 11/8/2026 


Wednesday, October 22, 2025

กรรมกรก่อสร้างสหรัฐฯ เกือบ 2 ใน 3 เผชิญภาวะซึมเศร้า/วิตกกังวล และถูกเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน

ผลการศึกษาที่เผยแพร่โดยบริษัทก่อสร้าง Clayco ระบุว่า เกือบสองในสาม (ร้อยละ 64) ของบุคลากรก่อสร้างในสหรัฐอเมริกาที่ทำการสำรวจกว่า 1,000 คน เคยประสบปัญหาความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้า (anxiety or depression )ในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากร้อยละ 54 ในปีก่อนหน้า

ปัญหาด้านสุขภาพจิตนี้พบในกลุ่มผู้หญิงสูงถึงร้อยละ 73 และกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) รายงานปัญหานี้มากที่สุดที่ร้อยละ 69

การสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า การตีตราและการเลือกปฏิบัติ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยมากกว่าหนึ่งในสามของพนักงานระบุว่าตนเคยถูกเลือกปฏิบัติหลังจากเปิดเผยปัญหาสุขภาพจิต ขณะที่ผู้บริหารกว่าร้อยละ 20 ยอมรับว่ามีแนวโน้มจะมอบหมายงานสำคัญน้อยลงให้กับพนักงานที่ขอรับความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต และเกือบหนึ่งในสามกล่าวว่าจะจับตาดูพนักงานเหล่านั้นอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

นอกจากนี้ ร้อยละ 45 ของคนงานยังรู้สึกอับอายที่จะพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต การติดยา หรือความคิดอยากฆ่าตัวตายกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งตอกย้ำถึงวัฒนธรรมการทำงานที่ให้คุณค่ากับความแข็งแกร่ง และทำให้พนักงานรู้สึกกลัวที่จะขอความช่วยเหลือ

ที่มา: Wtop News, 22/10/2025 

Monday, September 1, 2025

'ความเครียดจากภาวะพลัดพราก' วิกฤตสุขภาพจิตแรงงานอินเดียในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในเมืองไฮเดอราบัด ประเทศอินเดีย ได้ออกมาเปิดเผยถึงวิกฤตสุขภาพจิตที่กำลังเกิดขึ้นกับแรงงานจากรัฐเตลังคานาที่เดินทางไปทำงานในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ โดยปัจจัยสำคัญมาจากความเครียดที่ต้องแยกจากครอบครัวและเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย

แรงงานเหล่านี้ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ทั้งการปรับตัวด้านวัฒนธรรม ความไม่มั่นคงทางอาชีพ และชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน จนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และการใช้สารเสพติด รวมถึงคนในครอบครัวที่ต้องเผชิญกับความเหงา ความเครียดทางการเงิน และความไม่แน่นอนในอนาคต ก็ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจิตเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าทั้งคนในครอบครัวและแรงงานที่เดินทางกลับบ้านประสบปัญหาการติดสารเสพติด โดยเฉพาะการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทผสมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่ากังวล ขณะเดียวกัน แรงงานที่เผชิญกับอาการถอนยาในต่างประเทศก็อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวด

ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำให้มีการรณรงค์สร้างความตระหนักก่อนเดินทาง จัดให้มีการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และจัดตั้งกลุ่มสนับสนุนสำหรับครอบครัวของแรงงานเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น

ที่มา: Telangana Today, 1/9/2025

Sunday, June 29, 2025

แรงงานหนุ่มสาวเผชิญความเครียดรายวัน

รายงาน State of the Global Workplace 2025 ของ Gallup เผยว่า 41% ของพนักงานอายุน้อยกว่า 35 ปี กำลังเผชิญกับความเครียดในแต่ละวัน ปรากฏการณ์นี้เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงในงาน การใช้งานดิจิทัลที่มากเกินไป และการสนับสนุนจากผู้บริหารที่ไม่เพียงพอ

การทำงานทางไกลที่เพิ่มขึ้น แม้จะให้ความยืดหยุ่น แต่ก็ทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานเลือนลางลง ส่งผลให้พนักงานรุ่นใหม่รู้สึกโดดเดี่ยวและตัดขาดจากสังคมมากขึ้น ปัญหานี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเป็นอยู่ที่ดีและประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขา การแก้ไขปัญหาความเครียดในกลุ่มแรงงานหนุ่มสาวนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของการทำงาน และนวัตกรรมในองค์กร

นายจ้างมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาสถานการณ์นี้ โดยสามารถลงทุนในการพัฒนาผู้จัดการ จัดให้มีการฝึกสอนอย่างสม่ำเสมอ และสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานและเพิ่มผลผลิตโดยรวม

ที่มา: The Times of India, 29/6/2025 

Friday, April 4, 2025

ความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน ทำร้ายสุขภาพจิตพนักงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ

พนักงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับความเครียดและความวิตกกังวลอย่างหนัก หลังจากกระทรวงประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล (Department of Government Efficiency หรือ DOGE) ประกาศปลดพนักงานหลายหมื่นตำแหน่ง

ในอดีต การทำงานกับรัฐบาลกลางมักให้ความมั่นคงในอาชีพและโอกาสในการรับใช้ประเทศชาติ แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนกลายเป็นสิ่งที่พนักงานรัฐบาลต้องเผชิญ โดยเฉพาะในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมีพนักงานรัฐบาลกลางทำงานอยู่เกือบ 50,000 คน

การสูญเสียงานสามารถส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพ การถูกไล่ออกอาจทำให้เกิดความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ปัญหาระบบย่อยอาหาร และโรคหัวใจ บางรายอาจเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ พนักงานที่ถูกไล่ออกยังต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้โดยไม่มีประกันสุขภาพที่จะช่วยในการรับคำปรึกษาหรือการรักษาอื่นๆ 

ที่มา: KFF Health News, 4/4/2025 

Monday, May 31, 2021

สำรวจสุขภาพจิตช่วง COVID-19 ระลอกใหม่ พบแรงงานเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเครียด ซึมเศร้า

 


31 พ.ค. 2564 พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงผลสำรวจสุขภาพจิตในสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ (โควิด-19) ระลอกใหม่ พบว่าคนไทยปรับตัวรับมือสถานการณ์ได้ดีมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2563 โดยพลังใจจากครอบครัวและคนใกล้ชิดยังเป็นปัจจัยสำคัญ และขณะนี้พบความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตสูงในกลุ่มแรงงานโดยเฉพาะกลุ่มรับจ้างขับรถสาธารณะ จึงจัดเวทีเสวนาระหว่างกรมสุขภาพจิตและผู้แทนกลุ่มแรงงานทั้งในและนอกระบบเพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาด้านสุขภาพจิตในกลุ่มวัยแรงงาน และบูรณาการการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วน

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตได้ดำเนินการติดตามผลกระทบสถานการณ์โควิด-19 มาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มมีการระบาดในประเทศไทย ในภาพรวมของผลสำรวจ ความเครียด อาการซึมเศร้า ความเสี่ยงในการทำร้ายตนเอง มีการปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 มากขึ้น แต่การปรับตัวสูงขึ้นของปัญหาด้านสุขภาพจิตในช่วงการระบาดของปี 2564 ยังไม่ถึงระดับเดียวกับช่วงที่มีการระบาดในช่วงเดือนมีนาคม 2563 ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนส่วนหนึ่งมีพลังใจที่ดีมากขึ้น เริ่มมีการปรับตัวรับมือต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ดีมากขึ้น

“และเมื่อสำรวจพลังทางใจของคนไทยปี 2564 พบว่าปัจจัยด้านพลังใจที่คนไทยมีอยู่มากที่สุด คือ การมีคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดเป็นกำลังใจ รองลงมาเป็นการมองว่าการแก้ปัญหาทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้น และตามมาด้วยความสามารถในการจัดการปัญหาได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ จากผลสำรวจยังพบอีกว่า สำหรับคนที่มีพลังใจลดน้อยลงจะทำให้รู้สึกว่าปัญหายากลำบากมากขึ้นและกังวลว่าจะเอาชนะปัญหานั้นไม่ได้ นอกจากนี้ กรมสุขภาพจิตได้นำผลสำรวจล่าสุดมาจำแนกตามอาชีพ พบว่าระดับความเครียดมาก-มากที่สุด ในรายอาชีพกลุ่มรับจ้างขับรถสาธารณะมีอัตราสูงสุด (ร้อยละ 14.8) รองลงมาเป็น กลุ่มว่างงาน (ร้อยละ 8.8) และบุคลากรสาธารณสุข (ร้อยละ 6) ตามลำดับ ซึ่งอาชีพกลุ่มรับจ้างขับรถสาธารณะนี้ มีทั้งอาการซึมเศร้า (ระดับค่อนข้างมาก-มาก ที่ร้อยละ 7.4) และความเสี่ยงในการทำร้ายตนเอง (ระดับค่อนข้างบ่อย-เกือบทุกวัน ที่ร้อยละ 3.7) ซึ่งเป็นอัตราสูงที่สุดในทุกกลุ่มอาชีพอีกด้วย” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ผลกระทบที่สำคัญที่สังเกตได้จากผลรายงานล่าสุด คือ ผลกระทบด้านสุขภาพจิตที่มีต่อกลุ่มแรงงาน จึงเป็นที่มาของการประชุมหารือกับผู้แทนกลุ่มแรงงานในวันนี้ ที่จะช่วยทำให้กรมสุขภาพจิตสามารถดำเนินงานได้ตรงตามความต้องการของกลุ่มแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ และสื่อสารเรื่องการสร้างวัคซีนใจในองค์กรของวัยทำงาน เน้นการสร้าง “safe calm hope care” ในชุมชน องค์กร และสังคม จะช่วยให้ประชาชนมีมุมมองปัญหาเปลี่ยนไปในทางบวกมากขึ้น การที่แรงงานไทยมีสุขภาพจิตดีจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติผ่านวิกฤตต่อไปได้

การจัดเวทีเสวนาในวันนี้ ประกอบด้วย กรมสุขภาพจิต นายมนัส โกศล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, ผู้แทนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส), ประธานสหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิ, ผู้แทนบริษัทออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด, ผู้แทนสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย จ.สมุทรปราการ, ผู้แทนสหพันธ์แรงงานปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์แห่งประเทศไทย, ผู้แทนสหภาพแรงงาน วายเอ็มพี กรุ๊ป จ.ชลบุรี, กลุ่มลูกจ้างไรเดอร์จากแอพพลิเคชันลาลามูฟ, ผู้แทนสมาพันธ์ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งประเทศไทย, ผู้แทนหน่วยงานพัฒนาและบริการสังคม สภาคริสตจักรในประเทศไทย, ผู้แทนมูลนิธิรักษ์ไทย, ผู้แทนมูลนิธิเพื่อนหญิง, ผู้แทนมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย, ผู้แทนสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย, สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) และผู้แทนสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ได้ทำความเข้าใจร่วมกันถึงสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตของคนไทยโดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานร่วมกันวางแผนสนับสนุนโครงการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตกลุ่มแรงงานในระบบภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. สำนักสร้างสรรค์และโอกาส ซึ่งทำงานกับแรงงานในสถานประกอบการจำนวน 13 แห่ง ในพื้นที่ จ.ระยอง จ.ชลบุรี จ.ฉะเชิงเทรา จ.พระนครศรีอยุธยา จ.อ่างทอง จ.สมุทรสาคร จ.นครปฐม และ กรุงเทพมหานคร และวางแผนการทำงานแบบบูรณาการระหว่างทุกภาคส่วนเพื่อมุ่งให้เกิดสุขภาพจิตที่ดีและลดความสูญเสียจากปัญหาด้านสุขภาพจิตในกลุ่มวัยแรงงานของประเทศไทย


ที่มาภาพประกอบ: engin akyurt

เรื่องที่ได้รับความนิยม