Showing posts with label จ๊อบไทย. Show all posts
Showing posts with label จ๊อบไทย. Show all posts

Thursday, March 10, 2022

'จ๊อบไทย' เผยสถานการณ์ตลาดแรงงานช่วงโควิด-19

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกองค์กรต้องมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้อยู่ตลอดเวลา โดย แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการของจ๊อบไทย (JobThai) ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มหางานและสมัครงานออนไลน์ เปิดเผยถึงข้อมูลภาพรวมการหางาน สมัครงาน และการจ้างงานปี 2564 พร้อมเผยผลสำรวจการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานจากฝั่งขององค์กรและฝั่งของคนทำงาน

โดยภาพรวมของผู้ใช้บริการหางาน และสมัครงานในปี 2564 พบว่ามีการใช้งานมากกว่า 18.5 ล้านคน เติบโตขึ้น 12.38% มีการสมัครงาน 17,161,667 ครั้ง ด้านผลสำรวจรูปแบบการทำงานในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่า คนทำงานส่วนใหญ่กว่า 56.65% ไม่ได้ทำงานแบบ Work from Home ส่วนคนทำงานที่ได้ Work from Home กว่า 70.95% ให้ความคิดเห็นว่าการทำงานแบบนี้ทำให้ขาดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

ในปี 2564 ความต้องการแรงงานมีอัตราสูงขึ้น

ส่วนข้อมูลด้านความต้องการแรงงานขององค์กรในจ๊อบไทยแพลตฟอร์ม พบว่า องค์กรมีความต้องการแรงงานในปี 2564 ทั้งหมด 602,436 อัตรา มีอัตราการเปิดรับเพิ่มขึ้นจากปี 2563 คิดเป็น 24% โดย 5 สายงานที่เปิดรับมากที่สุด ได้แก่ 1.งานขาย 321,505 อัตรา 2.งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ 183,903 อัตรา 3.งานช่างเทคนิค 175,083 อัตรา 4.งานธุรการ/จัดซื้อ 87,731 อัตรา 5.งานวิศวกร 81,982 อัตรา

ในส่วนของ 5 บริษัทที่คนสมัครงานเยอะมากที่สุดในปี 2564 ได้แก่ 1.บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มีการสมัครงานถึง 90,727 ครั้ง 2.บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) มีการสมัครงาน 76,642 ครั้ง 3.บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีการสมัครงาน 64,558 ครั้ง 4.บริษัท โรม อินทิเกรเต็ด ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีการสมัครงาน 51,854 ครั้ง และ 5.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) มีการสมัครงาน 48,265 ครั้ง

เป็นการนับจำนวนครั้งการสมัครที่เกิดขึ้นผ่านจ๊อบไทยแพลตฟอร์ม นอกจากตัวเลขดังกล่าวแล้ว ยังมีการสมัครผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การส่งใบสมัครผ่านอีเมล

ส่วนด้านธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้ผลกระทบทางลบโดยตรงจากโควิดทำให้การเปิดรับคนลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 2563 เริ่มกลับมามีแนวโน้มความต้องการของแรงงานเพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ปี 2564 และมีแนวโน้มดีขึ้นจนถึงปัจจุบัน

อุปสรรคในการสรรหาบุคลากรช่วงโควิด-19

นอกจากนี้ แสงเดือน ยังได้เผยผลสำรวจด้านอุปสรรคในการสรรหาบุคลากรในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำการสำรวจความคิดเห็นขององค์กรทั่วประเทศจำนวน 1,178 คน โดยองค์กรต่าง ๆ บอกว่าในช่วงสถานการณ์โควิด-19 สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของการสมัครงานที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ดังนี้ ได้รับใบสมัครที่มาจากนักศึกษาจบใหม่ หรือผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์การทำงานเป็นจำนวนมากเพิ่มขึ้น ได้รับใบสมัครงานที่คุณสมบัติไม่ตรงกับความต้องการ และได้รับใบสมัครงานที่มาจากผู้สมัครที่ทำการย้ายสายงานตามลำดับ รวมทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังทำให้องค์กรมีการยกเลิกสวัสดิการต่าง ๆ และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังทำให้องค์กรมีการยกเลิกสวัสดิการต่าง ๆ โดยมีการยกเลิกสวัสดิการเหล่านี้มากที่สุด ได้แก่ 1.กิจกรรมสันทนาการ เช่น งานกีฬาสี งานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ท่องเที่ยวประจำปี 2.จัดคอร์สอบรมและพัฒนาความรู้ภายในองค์กร 3.โบนัส 4.ตรวจสุขภาพประจำปี และ 5.เงินรางวัลประจำปี /รางวัลพนักงานดีเด่น

- ปัญหาที่ HR มักจะพบมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.ผู้สมัครงานไม่มาสัมภาษณ์งานโดยไม่แจ้งให้ทราบ 72.92% 2.ผู้สมัครงานเรียกเงินเดือนสูงกว่าคุณสมบัติที่ตัวเองมี 42.11% 3.ทักษะของผู้สมัครงานไม่ตรงหรือมีไม่มากเท่าที่ระบุไว้ในประกาศงาน 39.39% 4.ผู้สมัครงานที่ผ่านการคัดเลือกแต่ไม่มาเริ่มงานตามกำหนด 33.11% และ 5.ผู้สมัครงานไม่ศึกษาข้อมูลองค์กร 30.05%

- สิ่งที่ HR ให้ความสำคัญในการพิจารณาใบสมัครงานมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.ทักษะของผู้สมัครที่ตรงกับตำแหน่งงาน 2.คุณสมบัติของผู้สมัครที่ตรงกับประกาศงาน 3.ประสบการณ์เดิมจากที่ทำงานเก่า 4.ทักษะอื่น ๆ ที่ส่งเสริมกับตำแหน่งงาน และ 5.ความถูกผิดของการสะกดต่าง ๆ ในใบสมัครงาน

- สิ่งที่ HR ให้ความสำคัญในการพิจารณาใบสมัครงานน้อยที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.ศาสนาของผู้สมัคร 2.เพศของผู้สมัคร 3.ตัวตนในโลกออนไลน์ 4.สถาบันที่จบการศึกษา และ 5.ความสวยงามของ Resume

- ทักษะที่ HR มองหานอกจากทักษะเฉพาะทาง 5 อันดับ ได้แก่ 1.ทักษะการรับมือกับปัญหา สามารถปรับตัวเพื่อฟื้นฟูตัวเองเมื่อเจอกับปัญหาหรือความล้มเหลว (Resilience and Adaptability) 2.ทักษะการคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking) 3.ทักษะการคิดเชิงเหตุผลและตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อน 4.ทักษะในการรับมือและจัดการกับความเครียด เมื่อเจอกับปัญหา หรือความเปลี่ยนแปลง และ 5.ทักษะในการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ด้วยตนเอง (Active Learning)



ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหางาน และการสมัครงาน

ส่วนด้านผลสำรวจเรื่องการหางาน สมัครงานจากคนทำงานทั่วประเทศจำนวน 12,511 คน พบว่า ในครึ่งปีแรกของปี 2565 กลุ่มคนทำงานประจำและสัญญาจ้าง 53.60% จะยังไม่จริงจังกับการหางานใหม่มากแต่เป็นการเปิดโอกาสไว้และถ้ามีงานน่าสนใจกลุ่มจะลองสมัครงานนั้นดู และคนทำงานอีกกว่า 26.76% จะทำการหางานใหม่อย่างจริงจัง กลุ่มที่ไม่ได้หางานใหม่ แต่ถ้าได้รับการเสนองานให้ก็จะพิจารณา 14.58% และกลุ่มที่บอกว่าจะไม่หางานใหม่อย่างแน่นอน 5.05% ซึ่งปัจจัยที่คนทำงานใช้พิจารณาเลือกย้ายงานหรือทำงานในองค์กรเดิมต่อ ได้แก่ 1.เงินเดือน 2.สวัสดิการ 3.โบนัส 4.ความก้าวหน้าในอาชีพ และ 5.การเดินทางที่สะดวก

คนหางานจะหาข้อมูลก่อนการสมัครงานผ่านช่องทางดังนี้ 1.เว็บไซต์หางาน สมัครงาน 2.เว็บไซต์บริษัท 3.โซเชียลมีเดียขององค์กร และคนทำงานยังเผยสิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่อยากสมัครงานกับองค์กรหากมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในขั้นตอนสมัครงาน คือ 1.ต้องมีผู้ค้ำประกัน 2.ค้นหาข้อมูลบริษัทได้น้อย เช่น ค้นหาไม่เจอบน Maps 3.มีการสัมภาษณ์งานมากกว่า 2 รอบขึ้นไป 4.ไม่มีความเคลื่อนไหวบน Social Media ของบริษัท และ 5.ต้องมีบุคคลรับรอง

จะเห็นได้ว่า 2 ใน 5 เรื่องที่คนทำงานให้ความสำคัญเป็นเรื่องของข้อมูลองค์กร ยิ่งในยุคที่ข้อมูลมากมายความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรไม่ควรมองข้าม ดังนั้นฝั่งองค์กรเองควรทำเรื่องภาพลักษณ์นายจ้าง (Employer Branding) ให้มีความน่าสนใจดึงดูดให้คนอยากร่วมงานด้วย โดยการสร้างตัวตนให้คนสามารถค้นหาเจอบนออนไลน์ และต้องสื่อสารเรื่องราวขององค์กรในด้านต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรมองค์กร บรรยากาศในการทำงาน สวัสดิการที่น่าสนใจ อัปเดตข่าวสารและผลงาน รวมไปถึงกิจกรรมภายใน ภายนอกองค์กร





Friday, January 1, 2021

'จ๊อบไทย' เผยผลสำรวจโลกการทำงานที่เปลี่ยนไปในยุค Post COVID-19 Pandemic



จ๊อบไทย (JobThai) ผู้ให้บริการหางาน สมัครงาน ออนไลน์ เผยองค์กรธุรกิจปรับเปลี่ยนสวัสดิการหลังจากได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เพิ่มสวัสดิการให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ (Work From Home / Remote Working) มากที่สุด เพิ่มสวัสดิการเวลาทำงานสามารถยืดหยุ่นได้ (Flexible Hours) และสวัสดิการเงินกู้ยืม ส่วนสวัสดิการที่ถูกยกเลิก ได้แก่ กิจกรรมสันทนาการ เช่น งานกีฬาสี งานเลี้ยงสังสรรค์ ท่องเที่ยวประจำปี การให้โบนัส และเงินรางวัลประจำปี /รางวัลพนักงานดีเด่น นอกจากนี้ยังพบนักศึกษาจบใหม่หวั่นตกงาน บริษัทไม่จ้างเด็กจบใหม่

ช่วงเดือน ธ.ค. 2563 จ๊อบไทย (JobThai) ผู้ให้บริการหางาน สมัครงาน ออนไลน์ เปิดเผยว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบกับตลาดแรงงานในหลายด้าน ทั้งความต้องการแรงงาน ตลอดจนรูปแบบการทำงาน และการสัมภาษณ์งานที่เปลี่ยนไป สำหรับสถานการณ์ในตลาดแรงงานจากข้อมูลความต้องการแรงงานขององค์กรในจ๊อบไทยแพลตฟอร์ม พบว่า องค์กรมีความต้องการแรงงานในเดือน ม.ค.-พ.ย. 2563 รวมกันอยู่ที่ 346,357 อัตรา (เป็นการนับจำนวนอัตราแบบไม่ซ้ำกัน)

จ๊อบไทยยังเปิดเผยข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นเรื่องโลกการทำงานที่เปลี่ยนไปในยุค Post COVID-19 Pandemic จากคนทำงานทั่วประเทศจำนวน 7,548 คน และสำรวจความคิดเห็นขององค์กรทั่วประเทศจำนวน 1,019 องค์กร พบว่า ในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์มีผู้ที่ได้ทำงานที่บ้านเพียง 34.1% และผู้ที่ไม่ได้ทำงานที่บ้าน 65.9% สำหรับผู้ที่ได้ทำงานที่บ้านระบุข้อดีของการทำงานที่บ้านว่า ทำให้เขามีโอกาสได้ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น มีเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นขึ้น ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาการเมืองในองค์กรได้ มีช่วงเวลาในการทำงานนานขึ้นกว่าการทำงานในออฟฟิศ และยังสามารถจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานดีกว่าในออฟฟิศ

องค์กรยกเลิกสวัสดิการเหตุจากโควิด-19 และกว่า 77% เตรียมขึ้นเงินเดือนในปี 2564



สำหรับองค์กรนั้นมีการปรับเปลี่ยนสวัสดิการหลังจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยมีการเพิ่มสวัสดิการให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ (Work From Home / Remote Working) มากที่สุด เพิ่มสวัสดิการเวลาทำงานสามารถยืดหยุ่นได้ (Flexible Hours) และสวัสดิการเงินกู้ยืม ส่วนสวัสดิการที่ถูกยกเลิก ได้แก่ กิจกรรมสันทนาการ เช่น งานกีฬาสี งานเลี้ยงสังสรรค์ ท่องเที่ยวประจำปี การให้โบนัส และเงินรางวัลประจำปี /รางวัลพนักงานดีเด่น เป็นต้น ส่วนอุปสรรคในการทำงานของฝั่งองค์กรที่พบมากที่สุด คือ การสรรหาและว่าจ้างพนักงานใหม่ การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะให้กับพนักงาน การดูแลเรื่องสวัสดิการให้กับพนักงาน การสื่อสารภายในองค์กร และการสร้างความเชื่อมั่นในองค์กรให้กับพนักงาน ตามลำดับ

จากการสัมภาษณ์องค์กรเกี่ยวกับรูปแบบการทำงานหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่า องค์กรที่ให้พนักงานทำงานที่บ้าน (Work From Home) มีรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป เนื่องจากองค์กรมีการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น เช่น การประชุมออนไลน์ (Video Conference) ทั้งกับบุคคลภายในและภายนอก ทำให้คนทำงานต้องเกิดการปรับตัว การเรียนรู้ เลือกใช้เครื่องมือต่าง ๆ ตลอดจนลดขั้นตอนในการทำงาน ลดการใช้เอกสารแบบกระดาษ ซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ (New Normal) ขององค์กร

นอกจากนี้ จ๊อบไทยยังได้สำรวจเรื่องค่าตอบแทนของพนักงานในปี 2564 พบว่า องค์กรส่วนใหญ่มีแผนปรับขึ้นเงินเดือนตามโครงสร้างปกติ 48.2% องค์กรที่มีแผนปรับเงินเดือนแต่จะเพิ่มขึ้นน้อยกว่าปกติ 28.9% องค์กรที่จะไม่มีการปรับเงินเดือน 18.1% องค์กรที่ยังไม่ได้สรุปนโยบาย 3.2% และองค์กรที่ปรับลดเงินเดือนของพนักงานลง 1.6%

ธุรกิจท่องเที่ยว ว่างงานสูงสุดจากเหตุโควิด-19

ผู้ตอบแบบสอบถามฝั่งคนทำงานแบ่งเป็นผู้มีงานทำ 62.7% ผู้ว่างงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 23.7% อีก 13.6% เป็นผู้ว่างงานที่เกิดจากเหตุผลอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโควิด-19 โดยผู้ตอบแบบสอบถามในกลุ่มผู้ว่างงานที่เกิดจากผลกระทบจากโควิด-19 เป็นผู้ที่ทำงานในประเภทธุรกิจการบริการ ธุรกิจการท่องเที่ยว และธุรกิจการขายปลีก ตามลำดับ

เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนคนมีงานทำกับคนว่างงานที่ทำงานในประเภทธุรกิจเดียวกัน พบว่าประเภทธุรกิจที่มีผู้ว่างงานเนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สูงสุดคือ ธุรกิจการท่องเที่ยว โดยมีสัดส่วนผู้ว่างงานที่เป็นผลกระทบจากโควิด-19 สูงถึง 71.9%

พนักงานกว่า 81% มองหางานใหม่ในปีหน้า



การสำรวจแผนการหางานใหม่ในปี 2564 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีงานทำ พบว่า มีผู้ที่จะหาใหม่อย่างจริงจัง 26.4% ไม่ได้หาอย่างจริงจังแต่เปิดโอกาสสำหรับงานใหม่ 55.4% และมีเพียง 18.2% ที่คิดว่าจะไม่หางานใหม่

สำหรับสาเหตุที่พนักงานต้องการเปลี่ยนงาน อันดับหนึ่ง ไม่พึงพอใจเรื่องเงินเดือน อันดับสอง ไม่มีความก้าวหน้าในสายงาน อันดับสาม ไม่พึงพอใจเรื่องสวัสดิการ อันดับสี่ ไม่พึงพอใจเรื่องวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมขององค์กร อันดับห้า งานที่ทำไม่มีความท้าทาย

ส่วนปัจจัยที่ทำให้อยากทำงานในองค์กรเดิม อันดับหนึ่ง มีเพื่อนร่วมงานที่ดี อันดับสอง การเดินทางสะดวก อันดับสาม เงินเดือนเป็นที่พึงพอใจ อันดับสี่ มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี อันดับห้า มีสวัสดิการที่ดี

สำหรับคนทำงานที่ไม่มีแผนเปลี่ยนงาน ปัจจัยที่จูงใจให้อยากเปลี่ยนงาน อันดับหนึ่ง เงินเดือนสูงขึ้น อันดับสอง สวัสดิการดีขึ้น อันดับสาม ตำแหน่งงานก้าวหน้าขึ้น อันดับสี่ การเดินทางสะดวกขึ้น อันดับห้า มีเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

คนหางานเร่งเพิ่มสกิลการสมัครงาน ภาษาต่างประเทศ และการเงิน แต่ยังกังวลเรื่องเศรษฐกิจ

การสำรวจคนทำงานเกี่ยวกับการหางานในช่วงนี้ พบว่า มีคนหางานที่ต้องการเปลี่ยนสายงาน 47.3% ซึ่งสายงานที่คนต้องการเปลี่ยนไปทำมากที่สุดเป็นสายงานที่ไม่ได้ใช้ทักษะเฉพาะ

ในช่วงที่ว่างงาน คนหางาน 54.1% เลือกเรียนออนไลน์เพื่อเพิ่มทักษะและความสามารถในการแข่งขัน โดยอันดับหนึ่ง เรียนรู้เรื่องการเตรียมตัวหางาน สมัครงาน อันดับสอง ภาษาต่างประเทศ อันดับสาม การเงิน การลงทุน

เมื่อสอบถามถึงความกังวลในการหางานใหม่ อันดับแรกที่กังวล คือ เรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ 72.6% อันดับที่สอง กังวลเรื่องการแข่งขันในตลาดแรงงานที่สูงขึ้น 66.3% อันดับสาม กังวลเรื่องความสามารถในการสื่อสารภาษาต่างประเทศไม่เพียงพอ 59.9% อันดับสี่ ทักษะความสามารถของตนเองอาจมีไม่เพียงพอ 56.9% และอันดับห้า กังวลว่าประสบการณ์ในการทำงานไม่เพียงพอต่อการสมัครงานใหม่ 55.7%

สำหรับซอฟต์สกิล (Soft Skills) ที่องค์กรมองหาจากคนทำงานหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่า อันดับหนึ่ง ความสามารถในการเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ 49.6% อันดับสอง ความสามารถในการทำงานเชิงรุก (Proactive) 49.1% อันดับสาม การจัดลำดับความสำคัญของงาน 47.6% อันดับสี่ การสื่อสารและการถ่ายทอดข้อมูล 45.3% และอันดับห้า การบริหารเวลา 44.0%

นักศึกษาจบใหม่หวั่นตกงาน บริษัทไม่จ้างเด็กจบใหม่



ด้านนักศึกษาจบใหม่ที่จบการศึกษาในปีนี้มีปัญหาการว่างงานสูง และต้องเจอกับสภาวะการแข่งขันในตลาดแรงงานที่สูงขึ้น จ๊อบไทยจึงสำรวจความคิดเห็นนักศึกษาจบใหม่ที่ยังว่างงานและกำลังหางานทำอยู่จำนวน 1,496 คน พบว่า นักศึกษาจบใหม่ที่กำลังหางานได้หางานมาเป็นเวลา 1-3 เดือน 44.0% หางานมาเป็นเวลา 4-6 เดือน 31.9% และหางานน้อยกว่า 1 เดือน 9.8%

โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ไม่เคยได้รับการเรียกสัมภาษณ์งาน 36.2% กลุ่มที่ได้รับการสัมภาษณ์แล้วแต่ไม่ผ่านการสัมภาษณ์งาน 35.4% จากการสอบถามในกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ทั้งหมดว่าต้องการจะทำงานอยู่ในองค์กรแรกประมาณกี่ปี พบว่า นักศึกษาจบใหม่อยากทำงานในองค์กรแรกประมาณ 1-3 ปี 65.5% 3-5 ปี 12.7% ไม่เกิน 1 ปี 11.2% และ 5 ปีขึ้นไป 10.7%

นอกจากนี้นักศึกษาจบใหม่ยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับชีวิตหลังเรียนจบ ดังนี้ อันดับหนึ่ง กังวลว่าจะหางานทำไม่ได้ อันดับสอง กังวลเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำจะทำให้บริษัทไม่จ้างงานเด็กจบใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์การทำงาน อันดับสาม กังวลเรื่องรายได้จะไม่เพียงพอในการเลี้ยงชีพ อันดับสี่ กังวลว่าจะได้งานที่ไม่ตรงกับความต้องการ อันดับห้า กังวลเรื่องหัวหน้าเเละเพื่อนร่วมงานจะไม่ดี

โดยจุดมุ่งหมายที่นักศึกษาจบใหม่มีในการทำงาน อันดับหนึ่ง ได้ทำงานที่มีเงินเดือนและสวัสดิการที่ดี 83.6% อันดับสอง มีโอกาสได้พัฒนาทักษะและเติบโตในหน้าที่การงาน 82.6% อันดับสาม ได้มีเพื่อนร่วมงานที่ดี 61.1% อันดับสี่ ได้ทำงานในองค์กรที่มีวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมที่ดี 58.0% และอันดับห้า ได้ทำงานที่ตนเองรัก 53.4%

เมื่อถามถึงทักษะที่นักศึกษาจบใหม่คิดว่าตัวเองมี อันดับหนึ่ง ความสามารถในการเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ อันดับสอง ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น อันดับสาม ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น อันดับสี่ ทักษะในการใช้งานเทคโนโลยี อันดับห้า การบริหารเวลา

และเมื่อจ๊อบไทยสำรวจความคิดเห็นขององค์กรเกี่ยวกับทักษะที่องค์กรใช้พิจารณานักศึกษาจบใหม่เข้าร่วมงาน พบว่าสอดคล้องกับทักษะที่นักศึกษาจบใหม่คิดว่าตัวเองมี คือ อันดับหนึ่ง ที่องค์กรจะพิจารณาคือความสามารถในการเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ อันดับสอง ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น อันดับสาม การสื่อสาร และการถ่ายทอดข้อมูล อันดับสี่ ความคิดสร้างสรรค์ อันดับห้า ความสามารถในการวิเคราะห์ ประเมิน และวิพากษ์สิ่งต่าง ๆ

สำหรับสายงานที่เปิดรับนักศึกษาจบใหม่มากที่สุดในช่วงนี้ ได้แก่ อันดับหนึ่ง งานขาย อันดับสอง งานช่างเทคนิค อันดับสาม งานบริการลูกค้า อันดับสี่ งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ อันดับห้า งานวิศวกรรม

นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการจ๊อบไทย มีมุมมองต่อตลาดแรงงานและการหางานว่า จากการระบาดของโควิด-19 ภาคธุรกิจต้องมีการปรับตัวซึ่งส่งผลกระทบกับการจ้างงาน จะเห็นได้ว่าในช่วงที่มีการระบาดหนักและล็อกดาวน์ องค์กรต่าง ๆ ออกมาตรการที่จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของบริษัท เช่น การปลดพนักงาน การลดสวัสดิการ นอกจากนี้อัตราการเปิดรับสมัครงานลดลงกว่าปีก่อน และจำนวนผู้ว่างงานในตลาดแรงงานมีมากขึ้น ส่งผลให้การสรรหาบุคลากรนั้นมีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งเว็บไซต์หางานเป็นช่องทางที่องค์กรและคนหางานนิยมใช้มากที่สุด

อีกหนึ่งอย่างที่กระทบกับองค์กรโดยตรงคือเรื่องวัฒนธรรมองค์กร เนื่องจากรูปแบบการทำงานไม่สามารถเข้าไปทำงานด้วยกันได้เหมือนก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการปรับเปลี่ยนสวัสดิการไปตามข้อจำกัดของสถานการณ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับความรู้สึก และความเป็นอยู่ในองค์กรของพนักงาน หลังจากนี้องค์กรจะมีวิธีการอย่างไรที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กร และสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ทำให้พนักงานรับรู้และเข้าใจค่านิยมขององค์กร (Core Value) ให้พนักงานมีประสบการณ์ที่ดีเหมือนที่เคยเป็นมา และสามารถสร้างแบรนด์ภาพลักษณ์องค์กร (Employer Branding) ที่ดี ดึงดูดคนให้เข้ามาสมัครกับองค์กรได้ เป็นเรื่องที่องค์กรอาจจะต้องกลับมาพิจารณาและกำหนดแนวทางการทำงานกันใหม่

ส่วนด้านคนหางาน สมัครงาน มีการแข่งขันที่สูงขึ้น เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน คนหางานต้องปรับตัวพร้อมรับกับเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สำหรับนักศึกษาจบใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์การทำงาน จะมีโอกาสได้งานมากขึ้นถ้าสามารถสร้างจุดเด่นให้ตัวเองน่าสนใจ เช่น การทำเรซูเม่ (Resume) ควรมีการปรับข้อมูลเพื่อนำเสนอตัวเองให้เข้ากับตำแหน่งงานและองค์กรที่เราสมัครมากขึ้น ในการสัมภาษณ์งานควรวางตัวพูดคุยแบบมืออาชีพ และอธิบายถึงประสบการณ์ที่เรียนมาว่าจะสามารถนำไปปรับใช้กับตำแหน่งงานที่สมัครได้อย่างไรบ้าง นอกจากนี้การเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้จบการศึกษาใหม่โดยภาครัฐและเอกชนเป็นอีกทางที่ช่วยส่งเสริมให้นักศึกษาจบใหม่มีโอกาสได้งานมากขึ้นได้

เราจะเห็นว่า โลกการทำงานมีการเปลี่ยนอยู่เสมอ คนทำงานการต้องพร้อมรับสิ่งใหม่ ๆ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เปิดรับและเรียนรู้สิ่งใหม่ พัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะทางด้านภาษา ด้านเทคโนโลยี และซอฟต์สกิล (Soft Skills) เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มความสามารถให้กับตัวเองอยู่เสมอ

เรื่องที่ได้รับความนิยม