Showing posts with label Work From Home. Show all posts
Showing posts with label Work From Home. Show all posts

Saturday, July 10, 2021

ถ้าอยู่ในสายงานที่ต้องการ - อยากทำงานจากบ้านหรือต้องเข้าสำนักงานอาทิตย์ละ 3 วัน

เมื่อปี 2020 แล้วธุรกิจหลายแห่งหาวิธีเพื่อให้พนักงานทำงานจากบ้านได้อย่างปลอดภัยท่ามกลางการระบาดของโควิด-19

และหนึ่งปีให้หลังเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ขณะนี้ธุรกิจต่างๆ กำลังพยายามขบแก้ปัญหาว่าควรมีนโยบายเรื่องการทำงานที่ยืดหยุ่นอย่างไรเพื่อสร้างความสมดุลย์ระหว่างพนักงานที่ต้องการทำงานจากบ้านหรือจากระยะไกล กับความต้องการให้พนักงานกลับเข้ามาในสำนักงาน

รายงานจาก Kastle Systems บริษัทด้านการรักษาความปลอดภัยที่ติดตามการใช้การ์ดเข้าออกอาคารราว 2,600 แห่งทั่วประเทศระบุว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน อาคารสำนักงานต่างๆ ในนครใหญ่ของสหรัฐฯ 10 แห่งมีอัตราการเข้าใช้พื้นที่เฉลี่ยราว 32% เท่านั้นและเฉพาะที่ย่านแมนฮัตตันในนครนิวยอร์กก็มีพนักงานเพียงแค่ 12% ที่กลับเข้าไปในสำนักงาน

ทั้งนี้ตามรายงานของ Partnership for New York City ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร และขณะที่ธุรกิจหลายแห่งกำลังเริ่มพิจารณานโยบายเพื่อสร้างความสมดุลย์ระหว่างปัญหาการระบาดของโควิด-19 ที่ลดลงกับกระแสต่อต้านจากพนักงานที่ยังไม่พร้อมจะกลับเข้าไปในที่ทำงานนั้น

ผลการสำรวจของหน่วยงานดังกล่าวก็ชี้ว่าอย่างน้อยเกือบ 40% ของผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานจะยังคงทำงานจากที่บ้านหรือจากสถานที่อื่นซึ่งอยู่ห่างจากที่ตั้งสำนักงานของตนในเดือนกันยายนนี้

ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 นั้นธุรกิจหลายแห่งอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านหรือย้ายออกไปในพื้นที่อื่นเพื่ออยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวหรืออยู่ในบริเวณที่มีค่าครองชีพต่ำกว่า และขณะนี้คนทำงานในบางสาขาซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมาก เช่น ด้านเทคโนโลยีหรือการบริการลูกค้าก็ยังมีทางเลือกหรือข้อต่อรองที่จะสามารถทำงานจากระยะไกลได้ต่อไป

โดยคุณ Chris Riccobono ซีอีโอของบริษัทเสื้อผ้า Untuckit LLC ในนครนิวยอร์กบอกว่าคนทำงานจำนวนมากเมื่อย้ายออกนอกพื้นที่ไปแล้วก็ไม่อยากจะย้ายกลับมา และนี่ก็เป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับผู้บริหารธุรกิจในขณะนี้ด้วย

อย่างไรก็ตามผู้บริหารบางคนให้เหตุผลว่ายังมีความจำเป็นให้พนักงานกลับเข้าไปในที่ทำงานอยู่ เพราะจะเป็นโอกาสของการเรียนรู้และการสร้างทีมโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพนักงานใหม่

โดยในตอนนี้ก็มีบริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัท เช่น Amazon, Ford และ General Motors ที่สัญญาว่าจะใช้นโยบายแบบผสมผสานคือสร้างความยืดหยุ่นระหว่างการทำงานจากที่บ้านและการเข้าไปในที่ทำงานเป็นบางวัน

แต่แนวโน้มดังกล่าวอาจใช้ไม่ได้กับทุกบริษัทหรือในภาคธุรกิจ เพราะงานบริการบางอย่างเช่นในภัตตาคาร โรงเรียน โรงพยาบาลหรือในโรงงานผลิตนั้นคนงานอาจไม่มีทางเลือกที่จะทำงานจากระยะไกลได้

นอกจากนั้นนโยบายของผู้บริหารธุรกิจก็อาจมีส่วนกำหนดเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เพราะมีรายงานว่าบริษัทการเงินบางแห่งในนครนิวยอร์ก เช่น JPMorgan Chase และ Goldman Sachs ได้แสดงท่าทีว่าพนักงานควรพร้อมจะกลับเข้าไปในสำนักงาน

โดยเมื่อต้นเดือนนี้ James Gorman ซีอีโอของ Morgan Stanley กล่าวว่าถ้าคุณสามารถเข้าไปทานอาหารในภัตตาคารที่นครนิวยอร์กได้คุณก็ควรสามารถกลับเข้าไปทำงานในสำนักงานได้ด้วยเช่นกัน และว่าผู้ที่อยากได้เงินเดือนที่จ่ายในระดับค่าครองชีพของนครนิวยอร์กก็ควรพร้อมจะอยู่ทำงานในนครแห่งนี้ด้วย

จะเห็นได้ว่ายังมีความแตกต่างกันอยู่ในเรื่องของความยืดหยุ่นและลักษณะงานที่ต้องทำในสำนักงานหรืออาจทำได้จากระยะไกล และสำหรับคุณ Chris Riccobono ซีอีโอของบริษัทเสื้อผ้า Untuckit LLC เขาเชื่อว่าการให้คนงานกลับเข้าไปในออฟฟิศจะช่วยส่งเสริมผลผลิตของงาน

โดยตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ทางบริษัทจะกำหนดให้พนักงานเข้าที่ทำงานอาทิตย์ละสามวัน คือจันทร์ พุธ และพฤหัส และตามรายงานของ Salesforce บริษัทเทคโนโลยีในนครซานฟรานซิสโกนั้น วันพฤหัสบดีก็เป็นวันที่พนักงานพร้อมจะกลับไปทำงานอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาที่สุดด้วย

เพราะต่อจากวันพฤหัสบดีก็คือวันศุกร์แล้วก็ถึงวันเสาร์นั่นเอง

Friday, July 2, 2021

เผยอีกมุมของการทำงานจากบ้านในยุค COVID-19

 


มีการศึกษาของสำนักงานวิจัย National Bureau of Economic Research ที่เปิดเผยเมื่อช่วงเดือน เม.ย. 2564 ระบุว่าแม้การทำงานจากที่บ้านมีประโยชน์ต่อคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการที่ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางเป็นระยะเวลานาน ตลอดจนการมีสมดุลในชีวิตการทำงานที่ดีขึ้น แต่ก็พบว่าคนทำงานจำนวนไม่น้อยต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อแลกกับความสะดวกสบายเหล่านี้

คริสโตเฟอร์ สแตนตัน รองศาสตราจารย์ของ Harvard Business School ผู้ร่วมเขียนรายงานนี้กล่าวว่าผู้คนจะต้องสละพื้นที่ให้กับการทำงานจากที่บ้าน และสำหรับหลาย ๆ คนที่อาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนต์ขนาดเล็กนั้น ก่อน COVID-19 จะระบาดใหญ่ การทำงานจากบ้านในระยะยาวเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องหาที่อยู่ใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้เอื้อกับกิจวัตรในการทำงานที่บ้าน

หลายคนแม้จะมีสมดุลในชีวิตการทำงานที่ดีขึ้น แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ พบว่าระหว่างปี 2556-2560 ครอบครัวที่มีคนทำงานที่บ้านอย่างน้อยหนึ่งคนต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในการจ่ายค่าเช่าหรือค่าผ่อนบ้าน เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการทำงานจากที่บ้าน ตัวอย่างเช่น ครอบครัวที่เคยจ่ายค่าเช่าประมาณเดือนละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 31,430 บาท) จะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายเป็นเดือนละประมาณ 1,070 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 33,630 บาท) ซึ่งเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 7 เลยทีเดียว

นอกจากนี้นักวิจัยคาดว่าประมาณร้อยละ 10 ของคนที่ทำงานในสำนักงานก่อนที่ COVID-19 จะระบาดใหญ่สามารถเปลี่ยนไปทำงานเต็มเวลาที่บ้านได้อย่างถาวร ผลสำรวจล่าสุดของ Upwork ชี้ให้เห็นว่าชาวอเมริกัน 36 ล้านคนจะทำงานจากทางไกลภายในปี 2568 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 87 จากระดับก่อน COVID-19 ระบาด และคนทำงานเหล่านี้อาจจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เป็นเรื่องที่ง่ายกว่าสำหรับครอบครัวที่มีรายได้สูง แต่เป็นการเพิ่มภาระให้กับคนทำงานที่มีรายได้น้อย
สแตนตัน ยังระบุว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าสำหรับครอบครัวที่มีรายได้สูง แต่จะเป็นการเพิ่มภาระให้กับคนทำงานที่มีรายได้น้อย ดังนั้นครอบครัวที่มีคนทำงานจากทางไกลเหล่านั้นอาจมีค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับครอบครัวที่ไม่มีคนทำงานทางไกล ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เลยทีเดียวสำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าระดับรายได้ปานกลาง

อย่างไรก็ตามพนักงานเหล่านั้นอาจได้รับความช่วยเหลือเล็กน้อยจากนายจ้างของตนสำหรับค่าใช้จ่ายบางส่วน สแตนตันคาดการณ์ว่าบริษัทต่าง ๆ จะรับผิดชอบรายจ่ายส่วนหนึ่งและอาจจะคืนเงินส่วนที่ทางบริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายพื้นที่สำนักงานให้กับคนงานเพื่อช่วยเหลือในเรื่องค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยที่เพิ่มสูงขึ้น

สแตนตัน กล่าวอีกว่าหลาย ๆ บริษัทอาจได้รับแรงจูงใจในเรื่องนี้ จากการที่ทราบว่าการมีสำนักงานที่บ้านนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้นได้ แต่การให้พนักงานทำงานไม่ถูกหลักสรีรวิทยาในพื้นที่เล็ก ๆ นั้น ท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่ความเหนื่อยล้า อาการเจ็บป่วย และประสิทธิภาพการทำงานจะน้อยลงในระยะยาวอีกด้วย ดังนั้นนายจ้างควรจะแน่ใจว่าพนักงานของตนมีสถานที่ทำงานที่เหมาะสมเพียงพอสำหรับการทำงานจากระยะไกล

พนักงานเมื่อต้องทำงานที่บ้าน พวกเขาจดจ่อให้กับงานเหมือนเดิมหรือไม่?

แจ็ค เคลลี นักเขียนของสื่อธุรกิจชั้นนำอย่าง Forbes ได้เขียนบทความเกี่ยวกับการทำงานที่บ้านลงในเว็บไซต์ Forbes เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ค. 2564 ระบุว่าจากการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมของผู้กักกันตนเองอยู่ที่บ้านในช่วง COVID-19 เพื่อพิจารณาว่าพวกเขาขยันขันแข็งในการทำงานจากที่บ้าน หรือทำกิจกรรมฝึกฝนทักษะความสามารถเพิ่มเติมหรือไม่ พบผลลัพธ์คือชาวอเมริกันดื่มหนัก สูบกัญชาเป็นจำนวนมาก เล่นวิดีโอเกม กินอาหารขยะจำนวนมาก ดู Netflix และเสพย์สื่อลามกออนไลน์มากกว่าที่เคยเป็นมา

ข้อมูลจาก Nielsen ระบุว่ายอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นร้อยละ 55 ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 21 มี.ค. 2563 พบว่าปริมาณสุราที่ขายได้ เช่น เตกีลา จิน และค็อกเทลผสม พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 75 เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. 2562 ยอดขายไวน์เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 ยอดขายเบียร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 42 และยอดขายแอลกอฮอล์ออนไลน์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 243 จากปีก่อนหน้านั้น

กัญชามียอดขายมากขึ้นในหลายรัฐที่ถูกกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ร้านจำหน่ายกัญชาในรัฐอิลลินอยส์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ขายได้อย่างถูกกฎหมายทำยอดขายได้เกือบ 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1,131 ล้านบาท) ในช่วงเดือน มี.ค. 2563 ส่วน Los Angeles Times รายงานว่า "ท่ามกลางการปิดล้อมของโคโรนาไวรัส ยอดขายกัญชาในแคลิฟอร์เนียกลับเพิ่มสูงขึ้น"

เว็บไซต์ลามกออนไลน์ยอดนิยมอย่าง Pornhub ที่มีผู้เข้าชมประมาณ 120 ล้านคนทุกวัน เมื่อคนอเมริกันถูกล็อกดาวน์อยู่ที่บ้าน พบว่ายอดการเข้าชมเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 11.6

สื่อ NBC รายงานในเวลานั้นว่า "ชาวอเมริกันจำนวนมากอาจพบว่าร่างกายของพวกเขาอ่อนแอและมีสุขภาพดีน้อยลงหลังการกักตัวครั้งใหญ่เมื่อต้นปี 2563" ส่วน Bloomberg รายงานว่าผู้คนหยุดรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ โดยอ้างถึงการศึกษาที่แสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นของการบริโภคมันฝรั่งทอด โอรีโอ เบอร์เกอร์ เพรทเซล และอาหารฟาสต์ฟูดเพื่อความสะดวกสบายอื่น ๆ 

ในช่วงสัปดาห์ที่ 16 มี.ค. 2563 Nielsen เผยว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ รับชมวีดีโอสตรีมมิ่งรวมกันถึง 156.1 พันล้านนาที เพิ่มขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปี 2562 เกือบร้อยละ 30 เป็นการรับชมผ่าน Netflix และประมาณร้อยละ 20 เป็นการรับชมผ่านทาง YouTube 

กิจกรรมที่ไม่ใช่งาน ของคนทำงานที่บ้าน

ผลสำรวจของ e-conolight ที่ได้รวบรวมกิจกรรมที่ไม่ใช่การทำงานของคนทำงานที่บ้านไว้ โดยบางส่วนของผลสำรวจนี้ระบุว่า

- ร้อยละ 42 แอบออกไปหาแฟนหรือนัดเดท 
- ร้อยละ 41 แอบมีเพศสัมพันธ์
- เกือบครึ่ง แอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ร้อยละ 60 งีบหลับ
- ร้อยละ 77 ใช้เวลาซื้อของออนไลน์ (อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง)
- ร้อยละ 50 แอบทำงานให้ที่อื่นที่ไม่ใช่บริษัทต้นสังกัดของตนเอง

แต่เคลลีระบุว่าการสำรวจเหล่านี้ไม่ได้ครอบคลุมคนทำงานที่บ้านทั้งหมด และไม่ได้คำนึงถึงความทุกข์ยากที่ผู้คนต้องเผชิญช่วง COVID-19 เพราะสำหรับหลาย ๆ คนในตลาดแรงงานยังคงเป็นการต่อสู้ที่ต้องดิ้นรนทุกวัน มีผู้คนประมาณ 80 ล้านคนในสหรัฐฯ ยื่นขอสวัสดิการการว่างงาน

หลังจากช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้สิ้นสุดลง เราอาจได้สัมผัสกับยุค 'Roaring 20s' [1] ของคนรุ่นเราเอง โดยร้อยกว่าปีก่อนเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 และการระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปนหยุดลงในปี 2462 ยุคใหม่ของการมองโลกในแง่ดีก็ได้เริ่มต้นขึ้น ทุกอย่างดูเหมือนเป็นไปได้ มีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ ยุคแจ๊สและฮาร์เล็มเรเนซองส์เริ่มต้นขึ้น ศิลปะและวัฒนธรรมเฟื่องฟู ผู้คนได้เต้นรำและสนุกกับชีวิตอย่างเต็มที่

มีแนวโน้มว่า 1 ปีต่อจากนี้ เราจะได้ออกเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ได้อีกครั้ง กอดคนที่รัก ไปร้านอาหารและบาร์ และเข้าร่วมคอนเสิร์ตสดและการแข่งขันกีฬา เราจะตั้งตารอพิธีสำเร็จการศึกษา งานแต่งงาน งานปาร์ตี้ และกิจกรรมทางสังคมอีกครั้งหนึ่ง

เคลลี ปิดท้ายบทความว่าเมื่อเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความสูญเสียที่เกิดจาก COVID-19 ผู้คนจะซาบซึ้งในสิ่งที่พวกเขามีและพยายามใช้ชีวิตให้ดีที่สุด พวกเขายังจะหางานและอาชีพที่มีความหมายและมีจุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่ มันจะเป็นช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้น การมองโลกในแง่ดี และการเปลี่ยนแปลง.


* อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 18 มิ.ย. 2564

ที่มาเรียบเรียงจาก
Working From Home Will Cost You (Dora Mekouar, VOA, 12 April 2021)
Study Shows People Working From Home Are Having Sex, Dating, Taking Naps And Doing Side Hustles On Company Time (Jack Kelly, Forbes, 26 May 2021)

อ้างอิงเพิ่มเติม
[1] ยุค Roaring 20s หมายถึงทศวรรษที่ 1920 ในสังคมตะวันตก เป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจที่ยังมีความโดดเด่นทางวัฒนธรรมทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

ภาพประกอบ
James Darling (CC BY-NC 2.0)


เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ประชาไท

Thursday, April 29, 2021

JobThai เผย 3 องค์กรในไทยประกาศให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้ไปตลอด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทรนด์การทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ถูกพูดถึงว่าเป็นอนาคตของโลกการทำงาน (Future of Work) ซึ่งพนักงานออฟฟิศหลายคนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ทำงานรูปแบบนี้   

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้องค์กรต่าง ๆ ในไทยทดลองให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) มากขึ้น ซึ่งหลายองค์กรก็มีผลลัพธ์ในด้านประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น จึงได้เริ่มปรับนโยบายให้พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ไปตลอด ซึ่งรูปแบบการทำงานนี้อาจจะกลายเป็นเรื่องปกติของการทำงาน และจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนทำงานรุ่นใหม่ให้เข้ามาทำงานกับองค์กรด้วย

ด้วยเหตุนี้จ๊อบไทย (JobThai) ในฐานะผู้นำบริการแพลตฟอร์มหางานและสมัครงานออนไลน์ของประเทศไทย จึงพาไปเจาะลึก 3 บริษัทในไทยที่ให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ไปตลอด

THiNKNET - บริษัท ทิงค์เน็ต จำกัด

ทิงค์เน็ต เป็นบริษัทไอทีด้านการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นประโยชน์กับสังคมไทยและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้มีการปรับให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) โดยปรับรูปแบบการทำงาน (Workflow) ให้พร้อมกับวิธีการทำงานแบบใหม่ และจัดสรรเครื่องมือและเทคโนโลยีให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

พัฒนาแอปฯ จัดการงานทรัพยากรบุคคล และเทคโนโลยีครบครันเพื่อความสะดวกในการทำงาน

การทำงานแบบเดิมที่ต้องทำงานออฟฟิศ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นไม่มีอีกต่อไป เพราะทิงค์เน็ตให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของการทำงานมากกว่า พนักงานสามารถจัดเวลาการทำงานของตัวเองได้ โดยทิงค์เน็ตได้พัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้ในการบริหารจัดการพนักงานสำหรับการทำงานจากระยะไกล (Remote Working) โดยแอปพลิเคชันนี้มีหน้าที่ในการจัดการเรื่องเข้า-ออกงาน และการแจ้งลา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังยืดหยุ่นเวลาทำงานมากขึ้นจากเดิมที่ให้พนักงานเข้างาน 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ปรับเป็นการเก็บชั่วโมงทำงานให้ครบ 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งช่วยให้การทำงานคล่องตัวขึ้น นอกจากนี้ยังมีการจัดสรรเครื่องมือทำงาน ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมสำหรับการสื่อสาร โปรแกรมจัดการเอกสารออนไลน์ และโปรแกรมเฉพาะสำหรับงานของแต่ละทีม รวมถึงคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์สำนักงานอย่างโต๊ะทำงาน เก้าอี้ และอุปกรณ์อื่น ๆ อีกด้วย

ปรับออฟฟิศรับวิถีการทำงานแบบ New Normal

ออฟฟิศของทิงค์เน็ตได้มีการปรับสถานที่ทำงานให้รองรับกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โดยจากเดิมที่มีโต๊ะประจำถูกเปลี่ยนเป็นโต๊ะทำงานแบบ Open-plan Office และจัดตู้ล็อกเกอร์เพื่อให้พนักงานสามารถเก็บของส่วนตัว และยังมีการทำความสะอาดพื้นที่ส่วนรวมตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์การประชุมที่ทันสมัยสามารถเชื่อมต่อกับการทำงานออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พนักงานมีความสุขในการทำงานจากที่ไหนก็ได้

การทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) มีผลตอบรับที่ดีจากพนักงานทิงค์เน็ต ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำให้พวกเขามีเวลาไปทำกิจกรรมที่ต้องการมากขึ้น พนักงานที่มีครอบครัวอยู่ต่างจังหวัดก็สามารถไปทำงานที่บ้านต่างจังหวัดและมีเวลาดูแลครอบครัว ส่วนพนักงานที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานได้ตามต้องการ และพนักงานหลายคนก็มีเวลาไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม หรือทำงานอดิเรกได้

ทิงค์เน็ต มีตำแหน่งงานน่าสนใจกำลังเปิดรับสมัคร เช่น Software Engineer (Web Developer), Site Reliability Engineer, Software Quality Assurance, Content Marketing Specialist, Product Marketing Specialist

Builk - บริษัท บิลค์ วัน กรุ๊ป

บิลค์ วัน กรุ๊ป บริษัทเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีนโยบายให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) จากความเชื่อเดิมที่ว่าการนำคนมารวมกันอยู่ในสถานที่เดียวกันเป็นสิ่งที่ดี จึงมองหาพื้นที่สำหรับขยายออฟฟิศให้ใหญ่ขึ้นอยู่เสมอ แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้บิลค์ได้ทดลองให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ซึ่งพบว่าองค์กรและพนักงานต่างได้ประโยชน์จากการทำงานแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายเรื่องสถานที่ ค่าเดินทาง และยังสามารถจัดสรรเวลาของตัวเองได้มากขึ้น

นโยบาย Work from Anywhere มาจากการรับฟังพนักงาน และออกแบบโมเดลการทำงานของตัวเอง

บิลค์ ให้พนักงานเลือกทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นทำงานจากที่บ้าน หรือออฟฟิศสำนักงานใหญ่ และบิลค์ยังได้หาพื้นที่ Co-working Office กระจายในย่านต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานที่พักอยู่ในย่านนั้นไปทำงานร่วมกันได้ โดยบิลค์มีไอเดียที่จะต่อยอดโมเดลนี้ไปใช้ในต่างจังหวัดด้วย เพราะมองว่าโมเดลนี้จะช่วยหาคนเก่งมาร่วมงานได้ และคนเก่งเหล่านั้นก็สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามที่พวกเขาต้องการได้

การสื่อสารและเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานแบบ Work from Anywhere

การทำงานจากระยะไกล (Remote Working) นั้นคนไม่จำเป็นต้องมาอยู่ร่วมกันในที่เดียวกัน การสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานแบบนี้ โดยผู้บริหารมีการสื่อสารกับพนักงานมากขึ้นเพื่อให้มองเป้าหมายเดียวกันชัดเจน และในการทำงานต้องมีการประสานงานกันมากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องมีความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลและเครื่องมือในการบริหารจัดการงานด้านต่าง ๆ ซึ่งบิลค์เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีระบบซอฟต์แวร์รองรับการทำงานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์สำหรับจัดการอนุมัติเอกสาร การจองสถานที่ที่ออฟฟิศ รวมถึงงานด้านบัญชี ดังนั้นการปรับให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) จึงทำได้อย่างรวดเร็ว

เลือกคนให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กร

คนที่จะทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ต้องเป็นคนที่สร้างแรงจูงใจในการทำงานได้ด้วยตัวเอง (Self-Motivated) เนื่องจากการทำงานจากที่ไหนก็ได้จะผสานเรื่องงานและชีวิตส่วนตัวเข้าด้วยกัน (Work-Life Harmony) มากขึ้น นอกจากนี้จะต้องมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซี่งเป็นปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกคนมาร่วมงานกับบิลค์

เมื่อรูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป การสร้างวัฒนธรรมองค์กร รวมถึงการสร้างประสบการณ์การทำงานของพนักงานให้เกิดความประทับใจ (Employee Experience) เป็นสิ่งที่บิลค์ให้ความสำคัญ โดยบิลค์มีทีม People Communication ที่รวมคนจากหลายแผนกมาสร้างกิจกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ

ตำแหน่งงานที่บิลค์เปิดรับสมัครอยู่ในขณะนี้มีหลายตำแหน่ง เช่น Business Analyst, Sales Executive ERP Software 

SCB - ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

หลังจากที่ SCB มีนโยบายให้พนักงานทำงานที่บ้านเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แล้วพบว่าพนักงานสามารถทำงานได้โดยมีประสิทธิภาพในการทำงาน (Productivity) มากขึ้น SCB จึงได้นำคอนเซปต์การทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) มาปรับใช้เพื่อตอบโจทย์วิถีการทำงานใหม่

การทำงานสะดวกและรวดเร็วขึ้น

การทำงานในองค์กรขนาดใหญ่มักมีกระบวนการพิจารณา และอนุมัติเอกสารหลายขั้นตอน ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องความเร็วในการทำงาน การทำงานจากระยะไกล (Remote Working) ทำให้ SCB ทลายกรอบการทำงานแบบเดิม ๆ เช่น กระบวนการรับพนักงานใหม่ ซึ่งต้องมีการอนุมัติเอกสารหลายขั้นตอน ยิ่งในองค์กรใหญ่แล้ว การจัดเก็บและแสดงข้อมูลอย่างทั่วถึงทำได้ยาก แต่เมื่อปรับรูปแบบการทำงานมาเป็นออนไลน์ ทำให้สามารถเชื่อมต่อข้อมูล และจัดการแสดงผลข้อมูลได้ตรงกันทั้งหมด รวมถึงสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ปรับปรุงกระบวนการได้สะดวกยิ่งขึ้น

มองที่เป้าหมายมากกว่าเวลาเข้า-ออกงาน การสื่อสารและ Collaboration คือสิ่งสำคัญ

เวลาเข้า-ออกงาน ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) เพราะปัจจัยสำคัญของการทำงานแบบนี้อยู่ที่เป้าหมายและผลลัพธ์ของงาน โดยในแต่ละแผนกสามารถวางแผนงานและบริหารจัดการวิธีการทำงานของตัวเองได้โดยยึดถือวัฒนธรรมการทำงานเดียวกัน และอาศัยสิ่งที่สำคัญในการทำงานคือการสื่อสารมากขึ้น

การเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ของ SCB สามารถบริหารจัดการให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีในการทำงานร่วมกัน (Collaboration) และพร้อมที่จะปรับตัวตามสถานการณ์อยู่เสมอ

ความสุขของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญ

พนักงาน SCB ต่างมีความสุขกับการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) เพราะทำให้จัดการบริหารเวลาได้มากขึ้น ไม่ต้องเผชิญปัญหารถติด ซึ่ง SCB ก็มองถึงความสุขของพนักงานในหลายมิติ ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดย SCB ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลเพื่อดูแลเรื่องสุขภาพให้กับพนักงานแบบออนไลน์ สามารถพบหมอเพื่อปรึกษาอาการเจ็บป่วยจากที่ไหนก็ได้ พร้อมทั้งส่งยาไปให้ที่บ้าน และยังมีนักจิตวิทยาคอยให้คำปรึกษาเรื่องการจัดการความเครียดให้กับพนักงานด้วย

ตำแหน่งงานที่ SCB เปิดรับและสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ มีหลากหลายตำแหน่งในทุก Function ไม่ว่าจะเป็นในฝั่ง Digital , Data Analytic, Operations, รวมถึง Back Office

ปัจจุบันทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยยังคงเจอกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้โลกของการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การทำงานต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยองค์กรต่าง ๆ มีการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working) ด้วยการทำงานระยะไกล (Remote Working) ทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ผสมกับการทำงานที่ออฟฟิศ ด้านการจ้างงานเองความยืดหยุ่นนี้ก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถสรรหาคนเก่งได้จากทั่วประเทศหรือจากที่ไหนก็ได้ ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลจะต้องมีการปรับวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่กระบวนการสรรหา (Recruitment) การดูแลพนักงานใหม่ (Onboarding) เพื่อให้พนักงานปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบใหม่ รวมทั้งวิธีการที่จะรักษาความสัมพันธ์ของพนักงานให้ดียิ่งขึ้นแม้ต้องเจอหน้ากันน้อยลง เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการรักษาวัฒนธรรมองค์กรด้วย ด้านคนทำงานต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์อยู่เสมอและพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Resilience & Adaptability) และต้องไม่หยุดเรียนรู้พัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคตอยู่เสมอ

สำหรับผู้ที่ต้องการหางาน สมัครงาน สามารถใช้งานได้ที่ www.jobthai.com หรือดาวน์โหลด JobThai Application ทั้งในระบบ iOS, Android และ HUAWEI AppGallery



ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์จาก JobThai

Monday, April 12, 2021

การทำงานจากบ้าน จะคงอยู่ตลอดไปหรือไม่?

 


VOA รายงานเมื่อช่วงเดือน เม.ย. 2021 ว่าก่อนหน้านี้มีคนอเมริกันเพียงประมาณ 5 ล้านคนที่ทำงานจากบ้าน หรือทำงานทางไกล (remote work) แต่การระบาดใหญ่ทั่วโลกของโควิด-19 ได้สร้างเงื่อนไขที่ทำให้บริษัทในสหรัฐฯ อนุญาตให้พนักงานทำงานทางไกลมากถึงประมาณ 75 ล้านคนในปีที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า การทำงานจะไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป หลังจากที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้เรียนรู้แล้วว่าพวกเขาสามารถทำงานจากบ้านหรือทำงานทางไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทิโมธี โกลเดน ศาสตราจารย์ด้านการบริหารแห่งสถาบัน Rensselaer Polytechnic Institute กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงมุมมองของการทำงานจากบ้านหรือการทำงานทางไกลจากหน้ามือเป็นหลังมือ เปลี่ยนบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมและสังคมเสียใหม่ว่าผู้คนจะทำงานจากไหนและอย่างไร หลายคนและหลายบริษัทได้ตระหนักว่าพวกเขาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจากที่ใดก็ได้ การทำงานทางไกลจึงจะคงอยู่ต่อไปอย่างแน่นอน

ปัจจุบัน หลายบริษัทกำลังศึกษาดูว่าจะให้พนักงานทำงานอย่างไรหลังยุคโควิด-19 ซึ่งอาจจะจัดให้มีการทำงานแบบผสมระหว่างพนักงานที่ส่วนใหญ่ทำงานที่ออฟฟิศและพนักงานที่ส่วนใหญ่ทำงานทางไกล

รวิ กาเจนดราน ประธานภาควิชา Global Leadership and Management แห่งคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย Florida International กล่าวว่า ในอนาคตบริษัทจะอนุญาตให้คนทำงานจากบ้านเป็นระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น แต่หลังจากนั้น เมื่อมีการค้นพบว่าการทำงานทางไกลนั้นไม่ได้ดีไปเสียหมด กระแสก็จะเหวี่ยงกลับมาที่การทำงานในออฟฟิศมากขึ้นเล็กน้อย แต่จะไม่มีทางกลับไปสู่ภาวะการทำงานแบบเดิมก่อนที่จะเกิดการระบาดของโควิด-19

เมื่อมีปัจจัยอื่นในที่ทำงาน เช่น การมีพนักงานใหม่ มีการสร้างทีมใหม่ หรือการนำเอาพนักงานที่ไม่เคยทำงานด้วยกันมาทำงานด้วยกันจากบ้าน การทำงานทางไกลนั้นก็จะไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หลายคนคิดเอาไว้

ศาสตราจารย์โกลเดน แห่ง Rensselaer มองว่ามีสิ่งที่ชี้ให้เห็นแล้วว่าหลายบริษัทกำลังปรับตัวให้เข้ากับการทำงานทางไกลมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการมีตำแหน่ง Chief Remote Work Officer หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารการทำงานทางไกล ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เสมอกับ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยี หรือ ประธานเจ้าหน้าส่งเสริมความหลากหลายในบริษัท เป็นต้น ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารการทำงานทางไกลเป็นตำแหน่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารบริษัทหลายแห่งใส่ใจกับการทำงานทางไกลมากขึ้น

การศึกษาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า ผลิตภาพ หรือ productivity ในการทำงานของพนักงานที่ทำงานจากบ้านนั้นเท่าเดิม หรือมากกว่าเดิม เมื่อเทียบกับยุคก่อนการระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง เฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ ฟอร์ด มอเตอร์ และ ซิตี้กรุ๊ป ได้ออกมาประกาศแล้วว่าจะอนุญาตให้มีการทำงานจากบ้านมากขึ้น บริษัทที่ไม่ยอมให้มีการทำงานทางไกลเพิ่มขึ้น อาจจะต้องสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถไปได้

โกลเดนมองว่า บริษัทที่สามารถหาจุดที่ลงตัวในการทำงานทางไกล ไม่ว่าจะเป็นการให้พนักงานทำงานจากบ้านโดยถาวร หรือใช้แบบผสม โดยให้พนักงานทำงานจากบ้านสลับกับการทำงานในสำนักงาน จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่าบริษัทที่ไม่สามารถปรับรูปแบบการทำงานให้กับพนักงานได้

การทำงานทางไกลยังทำให้พนักงานไม่ต้องกังวลเรื่องการหาที่อยู่อาศัยใกล้ที่ทำงาน ซึ่งอาจจะส่งผลดี ทำให้บริษัทสามารถจ้างพนักงานที่มีความรู้ความสามารถที่อาจจะอยู่ไกลออกไป ทำให้เกิดการกระจายงานไปสู่เมืองที่มีค่าครองชีพต่ำ หรือกระจายงานไปยังต่างประเทศในที่สุด ซึ่งอาจจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของบริษัท แต่ก็อาจจะทำให้เกิดความระส่ำระส่ายในตลาดแรงงานได้เช่นกัน

การทำงานทางไกลมากขึ้น ยังคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ของอาคารพานิชย์อีกด้วย เมื่อหลายบริษัทอาจจะเริ่มตั้งคำถามว่าจะยังต้องมีอาคารสำนักงานอยู่หรือไม่ ในเมื่อไม่มีพนักงานมาใช้ออฟฟิศทุกวันอีกต่อไปแล้ว


Wednesday, October 28, 2020

ราคาที่คนทำงานต้องจ่ายเอง จากการ 'ทำงานจากที่บ้าน' ช่วง COVID-19


วิกฤต COVID-19 ผลักดันให้การ 'ทำงานจากที่บ้าน' หรือ 'Work From Home' (WFH) ได้รับความนิยมขึ้นอย่างก้าวกระโดด แม้จะมีการอ้างถึงการใช้ชีวิตอย่างยืดหยุ่นมากขึ้นของคนทำงาน แต่เหล่าบรรดานายจ้างกลับมีค่าใช้จ่ายที่น้อยลง และบางส่วนก็เป็นการ 'ผลักภาระ' ให้คนทำงานแทน

ผลสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานในสหรัฐฯ โดย CreditCards.com เมื่อเดือน มิ.ย. 2563 พบว่าคนทำงานที่บ้านมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่าทำงานที่ออฟฟิศมากกว่า 108 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3,400 บาท) ต่อเดือน โดยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดคือการซื้อของชำเพิ่มขึ้น ตามมาด้วยค่าสาธารณูปโภคภายในบ้านที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ยังพบว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของคนทำงานที่บ้านแบ่งตามช่วงอายุก็ยังต่างกัน โดยคุนรุ่นมิลเลนเนียลมีค่าใช้จ่ายจากการทำงานที่บ้านเพิ่มขึ้น 208 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 6,500 บาท) ต่อเดือน ในขณะที่เจนเอ็กซ์และเบบี้บูมเมอร์ ระบุว่าต้นทุนการทำงานของพวกเขาลดลงหากทำงานที่บ้านแทน นอกจากนี้ยังพบว่าครัวเรือนที่มีรายได้น้อยจะมีรายจ่ายจากการทำงานที่บ้านเพิ่มขึ้น 151 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 4,700 บาท) ต่อเดือน ในขณะที่ครัวเรือนที่มีรายได้สูง มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียง 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1,900 บาท) ต่อเดือนเท่านั้น
อากาศหนาวลง กับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น


อากาศที่หนาวเย็นลงค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้งไฟฟ้าและก๊าซในการทำความร้อนก็จะเพิ่มขึ้นด้วย และกำลังจะเป็นภาระให้กับคนทำงานที่บ้านในอังกฤษ

ที่อังกฤษ สกู้ปชิ้นหนึ่งของเว็บไซต์ Liverpool Echo ที่เผยแพร่เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย. 2563 ได้ประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้น ผันแปรตามสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงของคนอังกฤษที่ต้องทำงานที่บ้าน

ทั้งนี้รัฐบาลอังกฤษให้คำแนะนำแก่ภาคธุรกิจว่าควรให้พนักงานทำงานที่บ้านต่อไปอย่างน้อยอีก 6 เดือน แม้ว่าคนทำงานจะเริ่มอยู่กับบ้านมาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 แล้วก็ตาม สื่อ Liverpool Echo ระบุว่าที่ผ่านมาคนอังกฤษอาจจะเห็นว่าตนเองมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น แต่ค่าใช้จ่ายจากการทำงานที่บ้านนี้กำลังจะพุ่งสูงขึ้นเมื่อฤดูใบไม้ร่วงเริ่มขึ้น สอดคล้องกับการใช้ก๊าซและไฟฟ้าที่จะเพิ่มมากขึ้น

โดยปกติแล้วคนอังกฤษคุ้นเคยกับการมุ่งหน้าไปยังสำนักงานที่อบอุ่นด้วยระบบทำความร้อนที่ใช้ร่วมกันในแต่ละวันด้วยค่าใช้จ่ายของนายจ้าง แต่ตอนนี้ภาระนั้นกำลังจะตกมาเป็นของคนทำงานอยู่ที่บ้านแทน

ค่าใช้จ่ายในการทำความร้อนจะแตกต่างกันไปในแต่ละบ้าน จากอุปกรณ์ทำความร้อนที่มีขนาดแตกต่างกันไป บ้านโดยเฉลี่ยในอังกฤษที่มีห้องน้ำ 1 ห้อง และมีแผงทำความร้อน (radiators) 10 แผง จะต้องมีหม้อไอน้ำ (boiler) ขนาด 24-27 กิโลวัตต์ ในขณะที่บ้านหลังใหญ่ที่มีแผงทำความร้อนมากกว่า 20 ตัว และห้องน้ำ 3 ห้องหรือมากกว่านั้นจะต้องใช้หม้อไอน้ำขนาด 35-42 กิโลวัตต์

โดยหม้อไอน้ำขนาด 24 กิโลวัตต์ นั้นหากใช้งานโดยเฉลี่ยแปดชั่วโมงต่อวันจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 7.28 ปอนด์ (ประมาณ 300 บาท) และหากทำงานที่บ้านติดต่อกันทั้งเดือน คนทำงานอังกฤษก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ145 ปอนด์ต่อเดือน (ประมาณ 5,900 บาท)
แนวคิดจ่ายเงินเพิ่มให้คนทำงานที่บ้าน

ทั้งนี้เริ่มมีการตั้งคำถามถึงค่าใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ ที่ดูเหมือนว่านายจ้างได้ผลักภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับคนทำงานจ่ายแทน และบางประเทศเริ่มมีการสำรวจ 'โครงสร้างต้นทุนในการทำงานจากที่บ้าน' บ้างแล้ว

ที่เนเธอร์แลนด์ สถาบัน NIBUD ที่ศึกษาวิจัยด้านการเงินครอบครัว ได้คำนวณค่าใช้จ่ายส่วนที่เคยเป็นความรับผิดชอบของนายจ้างในช่วงปกติ แต่ต้องกลายมาเป็นภาระของคนทำงานในช่วงการทำงานจากบ้าน ซึ่งได้แก่ เครื่องดื่มต่าง ๆ (เช่น น้ำชา กาแฟ) กระดาษชำระ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าเสื่อมของอุปกรณ์การทำงาน พบว่าการทำงานที่บ้านนั้นคนทำงานต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้แทนนายจ้างเฉลี่ยประมาณ 2.4 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน (ประมาณ 75 บาท)

แม้ตัวเลขนี้จะดูน้อยนิด แต่มีความกังวลว่ามันจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายสะสมพอกพูนขึ้นไป หากมีการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานมาเป็นการทำงานที่บ้านอย่างถาวรในช่วงที่ COVID-19 ได้คลี่คลายแล้ว

รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้เริ่มนำผลการวิจัยของ NIBUD ไปใช้ โดยได้จ่าย 'โบนัส COVID-19' ให้กับคนทำงานภาครัฐ มูลค่า 427.35 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 13,300 บาท) ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 ที่เริ่มมีการล็อกดาวน์และบังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม

FNV ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดที่ให้คนทำงานบ้านทุกคนได้รับค่าตอบแทนตามที่ NIBUD กำหนดไว้

แต่สำหรับภาคเอกชน ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป อย่างสมาคมนายจ้าง AWVN ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนายจ้างในเนเธอร์แลนด์ มองว่าตัวเลขที่ NIBUD คำนวณออกมานั้นไม่ได้สะท้อนถึงสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับจากการย้ายไปทำงานที่บ้าน เช่น การที่ได้ประหยัดค่าเดินทาง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังพบว่ารัฐบาลในยุโรปหลายประเทศเริ่มตระหนักถึงปัญหาของการทำงานจากที่บ้าน และเริ่มมีมาตรการต่าง ๆ ออกมาปกป้องคนทำงานบ้างแล้วเหมือนกัน เช่นที่เยอรมนี กำลังมีการถกเถียงเรื่องสิทธิประโยชน์ของคนทำงานระยะไกล ที่ฝรั่งเศส รัฐบาลออกกฎหมายห้ามนายจ้างส่งอีเมล์ถึงลูกจ้างหลังเวลาทำงาน ส่วนที่สเปนยังมีกฎที่ออกใหม่ในช่วง COVID-19 คือการให้นายจ้างรับผิดชอบค่ารักษาดูแลอุปกรณ์ในการทำงานที่บ้านของพนักงานอีกด้วย

ที่มาเรียบเรียงจาก
Working from home costs employees more in everyday expenses, survey says ​​​​​​​
In the work-from-home era, who pays for coffee and toilet paper? (The Christian Science Monitor, 7/10/2020)
Working from home could cost you an extra £145 a month (Liverpool Echo, 25/9/2020)

*หมายเหตุภาพประกอบทั้งหมดในรายงานชิ้นนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไข CC0 public domain

เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ประชาไท

เรื่องที่ได้รับความนิยม