Showing posts with label ตลาดแรงงาน. Show all posts
Showing posts with label ตลาดแรงงาน. Show all posts

Tuesday, September 1, 2026

เกาหลีใต้เตรียมยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทขนาดใหญ่ที่จ้างงานแรงงานรุ่นใหม่

รัฐบาลประเทศเกาหลีใต้เตรียมยกเลิกการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทขนาดใหญ่ที่จ้างงานเยาวชนอายุไม่เกิน 34 ปี ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ซึ่งเดิมเคยให้วงเงินลดหย่อนภาษี 3 ถึง 5 ล้านวอนต่อหัว ส่งผลให้มาตรการสนับสนุนภาษีรวมมูลค่ากว่า 5.62 หมื่นล้านวอนต้องสิ้นสุดลง ท่ามกลางความกังวลจาก Federation of Korean Industries ว่าจะยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศการจ้างงานพนักงานใหม่ที่ซบเซาลงอยู่แล้ว ขณะที่รัฐบาลปรับเปลี่ยนไปเน้นการให้เงินอุดหนุนรายเดือนแก่บริษัทขนาดเล็กและบริษัทนอกเขตปริมณฑลแทน นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Bank of Korea ยังสะท้อนความท้าทายของแรงงานรุ่นใหม่ หลังพบยอดขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของครัวเรือนพุ่งสูงขึ้น 77% ในช่วงครึ่งปีแรกเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามามีบทบาทในระบบการศึกษาพื้นฐานทั่วโลกเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับแรงงานรุ่นอนาคต โดยหลายเมืองใหญ่ เช่น เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา และเมืองหางโจว ประเทศจีน ได้เริ่มบรรจุหลักสูตร AI เป็นวิชาบังคับ เช่นเดียวกับมิติการอยู่อาศัยและการออมของแรงงานที่ต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตฉ้อโกงค่าเช่าบ้านแบบชอนเซ (Jeonse) ที่ส่งผลให้เกิดการฟ้องบังคับคดีประมูลบ้านสูงขึ้น 54.5% ทำให้การบริหารเงินในระยะยาวและการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในกองทุนดัชนีต่างประเทศผ่านระบบบำนาญเกษียณอายุกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้น

ที่มา: Seoul Economic Daily, 1/9/2026 

Tuesday, August 18, 2026

ธนาคารแห่งประเทศเกาหลีใต้เผยการใช้ AI ส่งผลให้การจ้างงานคนรุ่นใหม่ลดลงอย่างรวดเร็ว

 รายงานจากธนาคารแห่งประเทศเกาหลีใต้ (Bank of Korea - BOK) ระบุว่า นับตั้งแต่การเกิดใหม่ของปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ (Generative AI) เช่น ChatGPT ส่งผลให้จำนวนการจ้างงานของคนหนุ่มสาวอายุ 15 ถึง 29 ปี ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงและเปิดรับเทคโนโลยี AI สูง ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน 2022 ถึงมิถุนายน 2026 ตัวเลขตำแหน่งงานของกลุ่มเยาวชนลดลงไปถึง 285,000 ตำแหน่ง ซึ่งในจำนวนนี้มากถึง 94% หรือประมาณ 268,000 ตำแหน่ง อยู่ในอุตสาหกรรมที่เปิดรับ AI เช่น บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ สื่อสิ่งพิมพ์ งานเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และบริการทางวิชาชีพเฉพาะทาง ในทางกลับกัน การจ้างงานในกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป กลับเพิ่มขึ้น 230,000 ตำแหน่ง ในช่วงเวลาเดียวกัน

รายงานยังชี้ว่ากลุ่มเยาวชนที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีความเสี่ยงและได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานหรืออนุปริญญา โดยนักวิจัยของ BOK อธิบายว่า แม้เทคโนโลยี AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้เป็นอย่างมาก แต่ก็หมายถึงโอกาสในการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่สูงขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ แม้การลดลงของจำนวนประชากรวัยแรงงานจะเป็นปัจจัยหลักประการหนึ่ง แต่ AI ก็ถือเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้โอกาสในการไต่เต้าสายอาชีพของแรงงานรุ่นใหม่ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ที่มา: The Korea Times, 18/8/2026 


Sunday, July 26, 2026

เกาหลีใต้พบ 'หนุ่มสาวไม่มีงานทำหลังเรียนจบ' เพิ่มขึ้น ซ้ำร้ายว่างงานนานขึ้น

ช่วงปลายเดือนกรกฏาคม 2026 กระทรวงข้อมูลและสถิติของเกาหลีใต้รายงานว่าอัตราการว่างงานหลังจากสำเร็จการศึกษาของคนอายุน้อยในเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ท่ามกลางภาวะการว่างงานนานขึ้นของคนรุ่นใหม่วัยหนุ่มสาว

รายงานระบุว่าจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาที่อายุ 15-29 ปีในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 4.003 ล้านคน ลดลง 1.71 แสนคน โดยจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาอายุน้อยที่มีงานทำอยู่ที่ 2.76 ล้านคน ลดลง 2.02 แสนคน แต่จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาอายุน้อยที่ไม่มีงานทำอยู่ที่ 1.243 ล้านคน เพิ่มขึ้น 31,000 คน

ระยะเวลาของการว่างงานในหมู่ผู้สำเร็จการศึกษาอายุน้อยในเกาหลีใต้นั้นนานขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนของคนอายุน้อยที่ไม่มีงานทำเป็นเวลา 1 ปีขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 48.6 ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.0 จุดเปอร์เซ็นต์ และเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก ปี 2009 ขณะสัดส่วนของคนอายุน้อยที่ไม่มีงานทำเป็นเวลา 3 ปีขึ้นไปพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ร้อยละ 19.4 นับตั้งแต่เริ่มต้นเก็บรวบรวมข้อมูลในปี 2007

ส่วนระยะเวลาเฉลี่ยในการสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในเกาหลีใต้อยู่ที่ 4 ปี 5.7 เดือน ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.3 เดือน และเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ด้านสัดส่วนนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ลาออกอยู่ที่ร้อยละ 48.9 เพิ่มขึ้น 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ และสัดส่วนผู้สำเร็จการศึกษาอายุน้อยที่เคยมีงานทำอยู่ที่ร้อยละ 84.8 ลดลง 1.6 จุดเปอร์เซ็นต์

ที่มา: China Xinhua News, 25/7/2026

Friday, July 10, 2026

จีนคลอดแผน 5 ปี ตั้งเป้าช่วยแรงงานว่างงานกลับเข้าสู่ระบบ 25 ล้านคน

 

กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และความมั่นคงทางสังคมของจีน ประกาศแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และความมั่นคงทางสังคมฉบับใหม่ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) โดยกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณรวม 18 ข้อ เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดแรงงานในประเทศ หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการตั้งเป้าหมายช่วยให้แรงงานที่ถูกเลิกจ้างจำนวน 25 ล้านคนสามารถกลับเข้าทำงานในระบบได้อีกครั้ง พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ประสบความยากลำบากในการหางานให้มีอาชีพเพิ่มขึ้นอีก 6.5 ล้านคน นอกเหนือจากนี้ รัฐบาลจีนยังตั้งเป้าหมายที่จะควบคุมอัตราการว่างงานในเขตเมืองจากการสำรวจให้ต่ำกว่า 5.5% และจัดสรรงบประมาณอุดหนุนการฝึกอบรมวิชาชีพให้ครอบคลุมประชากรมากกว่า 50 ล้านคน ซึ่งรวมถึงกลุ่มแรงงานอพยพจากชนบทจำนวน 17.5 ล้านคนด้วย

ด้านการยกระดับระบบสวัสดิการและความมั่นคงทางสังคม แผนการดังกล่าวตั้งเป้าที่จะรักษาอัตราการคุ้มครองของประกันบำนาญขั้นพื้นฐานให้อยู่เหนือระดับ 95% พร้อมทั้งขยายระบบประกันการว่างงานให้ครอบคลุมประชากร 255 ล้านคน และประกันอุบัติเหตุจากการทำงานให้ครอบคลุม 345 ล้านคน ซึ่งระบบหลังนี้จะรวมถึงโครงการคุ้มครองการบาดเจ็บจากการทำงานที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มอาชีพยุคใหม่ เช่น คนขับรถรับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันและไรเดอร์ส่งอาหาร นอกจากนี้ จีนยังตั้งเป้าหมายให้กองทุนเงินบำนาญสะสมสำหรับองค์กรและอาชีพ (Enterprise and Occupational Annuity Funds) ซึ่งเป็นระบบบำนาญเสริมที่นายจ้างร่วมสมทบ มีมูลค่ารวมกันทะลุ 9 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 1.32 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2030

ที่มา: China Daily, 10/7/2026 

Saturday, July 4, 2026

แรงงานเนเธอร์แลนด์เผชิญความไม่มั่นคงในอาชีพ หวั่นตกงานพุ่งสูงขึ้นเท่าตัวในรอบ 2 ปี

ผลวิจัยล่าสุดจากสถาบันวิจัยตลาดโมติเวชัน (Motivaction) ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชากรในเนเธอร์แลนด์จำนวน 5,500 คน ในเดือนกรกฎาคม 2026 ระบุว่า ความกังวลเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงานของแรงงานชาวดัตช์พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยปัจจุบันมีแรงงานถึง 1 ใน 5 (หรือคิดเป็น 20%) ที่หวาดกลัวว่าตนเองอาจต้องถูกเลิกจ้างหรือจำเป็นต้องหางานใหม่ภายในระยะเวลาหนึ่งปีข้างหน้า ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบกับสถิติเมื่อสองปีที่แล้วที่มีสัดส่วนผู้กังวลเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น นอกจากนี้ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามยังแสดงความกังวลเพิ่มเติมว่า หากเกิดการเลิกจ้างขึ้นจริง พวกเขาอาจต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างมากในการมองหากลางงานใหม่ที่เหมาะสมกับทักษะของตนเอง

ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำและแตกแยกอย่างชัดเจนในแต่ละสาขาอาชีพ โดยกลุ่มแรงงานในอุตสาหกรรมบริการ การค้าปลีก บริการทางการเงิน และงานบริการลูกค้า เป็นกลุ่มที่รายงานความรู้สึกไม่มั่นคงในอาชีพการงานสูงที่สุด ในทางตรงกันข้าม กลุ่มบุคลากรในภาคสาธารณสุข ภาคการศึกษา และวิชาชีพทางกฎหมาย กลับมีความกังวลในระดับที่ต่ำมากเนื่องจากตลาดยังมีความเสถียรภาพสูง ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวยังเผยให้เห็นถึงความย้อนแย้งครั้งใหญ่ในตลาดแรงงานภาพรวมของประเทศ เนื่องจากในขณะที่กลุ่มลูกจ้างส่วนใหญ่กำลังตื่นตระหนกกับภาวะตกงาน แต่ฝั่งผู้ประกอบการในภาคการก่อสร้าง เทคโนโลยี และระบบสาธารณสุข กลับยังคงประสบปัญหาภาวะขาดแคลนแรงงานขั้นรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ที่มา: NL Times, 4/7/2026 

Tuesday, March 31, 2026

Ladbrokes เตรียมปิดสาขากว่า 30 แห่งในไอร์แลนด์ เสี่ยงเลิกจ้างพนักงานกว่า 200 ตำแหน่ง


บริษัทรับพนันรายใหญ่ Ladbrokes เตรียมปรับลดพนักงานจำนวน 226 ตำแหน่งในประเทศไอร์แลนด์ หลังจากแจ้งต่อบุคลากรว่ามีแผนจะปิดสาขาให้บริการสูงสุดถึง 39 แห่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของสาขาทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 100 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีสาขาบางส่วนในไอร์แลนด์เหนือที่ตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน โดยกระบวนการหารือกับพนักงานจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า และคาดว่าการปิดสาขาจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม 2026

บริษัทแม่ Entain ระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปเพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในสภาวะที่มีแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งค่าแรง ค่าพลังงาน และค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้น รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ตลอดจนการแข่งขันจากตลาดการพนันที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในทิศทางเดียวกับบริษัท Flutter เจ้าของแบรนด์ Paddy Power ที่ได้ประกาศปิดสาขาไปก่อนหน้านี้ด้วยเหตุผลด้านต้นทุนที่คล้ายคลึงกัน


แม้จะมีการปิดสาขา แต่ Ladbrokes ยืนยันว่ายังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจในไอร์แลนด์ต่อไป โดยจะเหลือพนักงานปฏิบัติหน้าที่ในสาขาที่เหลืออีกประมาณ 350 ตำแหน่ง ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการพนันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จากการเติบโตของคาสิโนออนไลน์และการขยายฐานธุรกิจไปยังต่างประเทศ เช่น การเปิดสำนักงานใหม่ในยิบรอลตาร์ของกลุ่มบริษัทแม่ เพื่อรองรับการขยายตัวของรายได้จากการพนันออนไลน์ที่ประเมินว่ามีมูลค่าสูงถึง 2,500 ล้านยูโรต่อปีในตลาดไอร์แลนด์

ที่มา: The Irish Times, 31/3/2026 

Monday, March 30, 2026

นิวซีแลนด์เผชิญวิกฤตเลิกจ้างงานกว่า 4 หมื่นตำแหน่งในรอบ 2 ปี ท่ามกลางภาวะค่าจ้างแท้จริงลดลง

ประธานสภาสหภาพแรงงานนิวซีแลนด์ (New Zealand Council of Trade Unions - NZCTU) เปิดเผยข้อมูลจาก สำนักงานสถิตินิวซีแลนด์ (Stats NZ) ซึ่งยืนยันว่าจำนวนตำแหน่งงานในประเทศลดลงถึง 41,465 ตำแหน่ง เมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยวิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการผลิตที่สูญเสียแรงงานไป 10,000 ตำแหน่ง และภาคการก่อสร้างที่ลดลงถึง 19,300 ตำแหน่ง นอกจากนี้ กลุ่มเยาวชนอายุ 15 ถึง 24 ปี ยังเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีจำนวนผู้มีงานทำลดลงเกือบ 39,000 คน กระจายตัวไปในหลายภูมิภาคทั่วประเทศรวมถึงเมืองออกแลนด์

สถานการณ์ดังกล่าวยังซ้ำเติมด้วยภาวะค่าจ้างที่เติบโตไม่ทันอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลให้รายได้ที่แท้จริงของแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สหภาพแรงงานวิจารณ์ว่ารัฐบาลนิวซีแลนด์ยังไม่มีแผนรับมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อช่วยเหลือผู้ว่างงาน ท่ามกลางปัจจัยลบเพิ่มเติมจากวิกฤตการณ์น้ำมันและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในเดือนมีนาคม 2026 โดยกลุ่มแรงงานเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างงานและสนับสนุนภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานจะได้รับการดูแลในช่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ที่มา: NZCTU, 30/3/2026 

Thursday, January 29, 2026

Amazon ประกาศปลดพนักงานระดับบริหารและไอทีอีก 16,000 ตำแหน่ง เร่งลดความซับซ้อนมุ่งเป้าลงทุน AI

Amazon ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซและคลาวด์คอมพิวติ้งระดับโลก ประกาศแผนลดจำนวนพนักงานครั้งใหญ่เมื่อวันพุธที่ 28 มกราคม 2026 โดยเตรียมเลิกจ้างพนักงานในสายงานองค์กร และเทคโนโลยีจำนวนประมาณ 16,000 ตำแหน่ง การเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นรอบที่สองของการลดคนขนานใหญ่นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 ที่มีการเลิกจ้างไปแล้ว 14,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้ยอดรวมการปรับลดพนักงานตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาพุ่งสูงถึง 30,000 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 10 ของพนักงานในกลุ่มออฟฟิศและสายเทคโนโลยีที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 350,000 คน

ทางบริษัทระบุว่ามาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเพิ่มความคล่องตัวให้แก่องค์กร โดยเน้นการลดขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนและลดชั้นการบริหารจัดการที่ไม่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการลงทุนมหาศาลกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและเทคโนโลยี AI แม้การปรับลดครั้งนี้จะสร้างความกังวลให้แก่บุคลากรในหลายแผนกโดยเฉพาะในหน่วยงาน Amazon Web Services (AWS) และฝ่ายค้าปลีก แต่ฝ่ายบริหารยืนยันว่ามีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของทรัพยากรบุคคลให้สอดรับกับนวัตกรรมใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่งานในรูปแบบเดิมเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา: CNBC, 29/1/2026

Wednesday, December 17, 2025

อัตราว่างงานสหราชอาณาจักรพุ่งแตะ 5.1% กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้รับผลกระทบหนักสุด


สำนักงานสถิติแห่งชาติ (Office for National Statistics - ONS) ของสหราชอาณาจักร เปิดเผยข้อมูลในเดือนธันวาคม 2025 ว่าอัตราการว่างงานในช่วงสามเดือนจนถึงเดือนตุลาคมพุ่งสูงถึง ร้อยละ 5.1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2016 หากไม่รวมช่วงโรคระบาด โดยกลุ่มคนอายุ 18 ถึง 24 ปี ได้รับผลกระทบมากที่สุดด้วยจำนวนผู้ว่างงานที่เพิ่มขึ้นถึง 85,000 คน ขณะที่การเติบโตของค่าจ้างเฉลี่ยชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 4.6 และจำนวนพนักงานที่มีรายชื่อในระบบการจ่ายเงินเดือนลดลงถึง 38,000 คนในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ปี

สมาพันธ์สหภาพแรงงาน (Trades Union Congress - TUC) เรียกร้องให้ธนาคารกลางสนับสนุนเศรษฐกิจด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการลงทุนและการใช้จ่ายของครัวเรือน พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการลงทุนภาครัฐเพื่อช่วยเหลือคนรุ่นใหม่และผู้พิการให้เข้าสู่ตลาดแรงงาน ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและบำนาญได้ประกาศตั้งคณะทำงานเพื่อสืบสวนหาสาเหตุเชิงลึกของปัญหาการว่างงานในคนรุ่นใหม่ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาโครงสร้างตลาดแรงงานที่ฝังรากลึกและสร้างงานที่มีความมั่นคงและค่าตอบแทนที่ดีขึ้นผ่านยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม

ที่มา: Morning Star, 16/12/2025 

Saturday, December 6, 2025

ตลาดแรงงานโลกเผชิญ "ภาวะถดถอยจากการปรับโครงสร้าง" บริษัทปลดพนักงานกว่า 1.17 ล้านคนในปี 2025

สื่อ The Times Network ของอินเดียประเมินว่า ตลาดงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับ "ภาวะถดถอยจากการปรับโครงสร้าง" โดยนายจ้างทั่วโลกได้ประกาศปลดพนักงานไปแล้วมากกว่า 1.17 ล้านตำแหน่ง ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2025 ซึ่งเป็นยอดรวมสูงสุดนับตั้งแต่การปลดพนักงานในช่วงการระบาดใหญ่ของปี 2020 ที่มีจำนวน 2.2 ล้านคน ตัวเลขการปลดพนักงานในปีนี้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับปี 2024 ซึ่งเป็นผลมาจากการลดต้นทุน การเติบโตที่ช้าลง และการนำ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติมาใช้อย่างรวดเร็ว

ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือ เทคโนโลยี (Tech), สตาร์ทอัพ, ธนาคาร, บริการทางการเงิน และประกันภัย (BFSI) โดยมีเหตุการณ์ปลดพนักงานที่บันทึกไว้ทั่วโลกกว่า 4,286 บริษัท ในขณะที่ เทคโนโลยี ถือเป็นศูนย์กลางของการปลดพนักงาน โดยมีการปลดพนักงานไปแล้ว 207,801 คน คิดเป็นค่าเฉลี่ย 613 คนต่อวัน ซึ่งตอกย้ำถึงความรุนแรงของการปรับโครงสร้างที่ได้รับแรงหนุนจาก AI เช่น โมเดลสร้างสรรค์ที่เข้ามาทำงานแทนในส่วนของการเขียนโค้ด การบริการลูกค้า และการวิเคราะห์ข้อมูล

ในทางภูมิศาสตร์ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีการประกาศปลดพนักงานกว่า 1.1 ล้านตำแหน่ง ขณะที่ประเทศในตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดียก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นกัน องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization - ILO) ระบุว่าอัตราการว่างงานในประเทศที่พัฒนาแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากมาตรการของภาคเอกชน

ที่มา: The Times Network, 6/12/2025 

Monday, October 20, 2025

ตำแหน่งเริ่มต้นเสี่ยงถูก AI แทนที่ ธุรกิจกว่า 40% เตรียมลดตำแหน่ง 'พนักงานระดับเริ่มต้น'

ผลการศึกษาล่าสุดจาก British Standards Institution (BSI) ที่สำรวจผู้บริหารใน 7 ประเทศ พบสัญญาณเตือนภัยว่า พนักงานระดับเริ่มต้นกำลังเผชิญกับ "ยุคงานล่มสลาย" (job-pocalypse) เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากกว่าการจ้างงานใหม่

ผลสำรวจชี้ว่า ร้อยละ 41 ของผู้นำธุรกิจระบุว่า AI ช่วยให้พวกเขาสามารถลดจำนวนพนักงานได้ ขณะที่เกือบครึ่ง (ร้อยละ 43) คาดว่าจะมีการลดตำแหน่งงานระดับจูเนียร์ลงในปีหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่านี่คือความเสี่ยงของ "คนรุ่นที่หมดหวัง" ที่ขาดโอกาสในการเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ในสายงาน

อย่างไรก็ตาม มีข่าวดีสำหรับกลุ่มอาชีพที่ต้องใช้แรงงานทางกาย ทักษะเฉพาะทาง หรือการทำงานกับเครื่องจักร ซึ่งมีความเสี่ยงถูก AI แทนที่ต่ำที่สุด โดยอาชีพที่มีความเสี่ยงต่ำมากตามการศึกษาของ Microsoft ได้แก่ ช่างปรับพื้น (Floor Sanders), พนักงานนวดบำบัด, และผู้ปฏิบัติงานเรือขุด ในทางตรงกันข้าม อาชีพที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือ ล่าม/นักแปล, นักประวัติศาสตร์, และนักเขียน ซึ่ง AI สามารถช่วยงานหลักได้ถึงร้อยละ 98-85

การว่างงานระดับเริ่มต้นเป็นแนวโน้มที่ชัดเจน โดยตำแหน่งงานสำหรับบัณฑิตจบใหม่ลดลงถึงหนึ่งในสามในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การตัดเส้นทางอาชีพจูเนียร์นี้จะ บ่อนทำลายการสร้างบุคลากรที่มีความสามารถ ในระยะยาว

ที่มา: The Big Issue, 20/10/2025 

Thursday, July 10, 2025

รัสเซียเดินหน้าดึงแรงงานอินเดียกว่าล้านคน รับมือภาวะขาดแคลนแรงงาน

รัสเซียกำลังให้ความสนใจแรงงานจากอินเดียจำนวนมากถึง 1 ล้านคนภายในสิ้นปี 2025 เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งในยูเครนและความท้าทายทางประชากรศาสตร์ แรงงานท้องถิ่นจำนวนมากเข้าร่วมในความขัดแย้ง ขณะที่คนหนุ่มสาวไม่นิยมทำงานในโรงงาน

มีการคาดการณ์จากประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งว่า อาจมีแรงงานชาวอินเดียมากถึง 1 ล้านคนเดินทางมายังรัสเซีย ซึ่งรวมถึงภูมิภาค Sverdlovsk ด้วย แรงงานเหล่านี้จะช่วยเติมเต็มตำแหน่งว่างในอุตสาหกรรมโลหะวิทยาวิศวกรรมเครื่องกล งานก่อสร้าง โลจิสติกส์ และตำแหน่งทางเทคนิคอื่น ๆ แม้ว่ากระทรวงแรงงานรัสเซียจะออกมาปฏิเสธตัวเลขดังกล่าวและระบุว่าการจ้างงานอยู่ภายใต้โควตาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ความพยายามในการดึงแรงงานต่างชาติยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

แม้แรงงานอินเดียจะได้รับค่าจ้างที่ต่ำกว่าแรงงานรัสเซียสำหรับงานประเภทเดียวกัน แต่บริษัทหลายแห่ง เช่น Samolyot Group และ Ozon ได้เริ่มโครงการนำร่องจ้างแรงงานอินเดียแล้ว นอกจากนี้ยังมีการเสนอแนวคิดในการจัดตั้งโรงเรียนอาชีวศึกษาในอินเดียเพื่อเตรียมความพร้อมแรงงานสำหรับตลาดงานรัสเซียโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมยังคงเป็นความท้าทายสำคัญในการบูรณาการแรงงานเหล่านี้

ที่มา: News18 Hindi, 10/7/2025 

Saturday, July 5, 2025

เยอรมนีเพิ่มกำลังทหาร สวนทางตลาดแรงงานตึงตัว

เยอรมนีกำลังเผชิญความท้าทาย เมื่อแผนเพิ่มกำลังพลเพื่อรับมือภัยคุกคามด้านความมั่นคง สร้างความกังวลให้ภาคธุรกิจอย่างหนักว่าจะกระทบ แรงงาน ในประเทศ และฉุดรั้งเศรษฐกิจ

ผู้ประกอบการแสดงความเห็นว่า แม้จะสนับสนุนการเสริมทัพ แต่การเกณฑ์ทหารอาจเพิ่มแรงกดดันต่อ ตลาดแรงงาน ที่ขาดแคลนอยู่แล้ว Steffen Kampeter ผู้อำนวยการกลุ่มนายจ้าง BDA ย้ำว่า "มีแต่ เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เท่านั้นที่ทำให้สิ่งเหล่านั้นเป็นไปได้"

เยอรมนีมีแผนเกณฑ์ทหารสมัครใจ 6 เดือน จำนวน 5,000 คนต่อปี หวังเพิ่มทหารประจำการจาก 180,000 เป็น 260,000 นาย และบรรลุข้อผูกพัน NATO ที่ต้องเสริมกำลังอีก 80,000 นาย

ขณะเดียวกัน เยอรมนียังประสบปัญหา ขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ และมีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยที่สั้นที่สุดในกลุ่มประเทศร่ำรวย รัฐบาลใหม่ตั้งเป้าเพิ่มชั่วโมงการทำงานเพื่อแก้ปัญหา การขาดแคลนทักษะ ในภาคส่วนสำคัญ

สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่เยอรมนีต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและการรักษาศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ท่ามกลางปัญหา การขาดแคลนแรงงาน ที่เป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน

ที่มา: Firstpost, 5/7/2025 

Wednesday, May 21, 2025

ILO เผยงาน 1 ใน 4 ทั่วโลกมีความเสี่ยงจาก AI แต่มองว่าหลายอาชีพจะปรับตัวมากกว่าถูกแทนที่

การศึกษาร่วมกันล่าสุดระหว่างองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และสถาบันวิจัยแห่งชาติของโปแลนด์ (NASK) เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 พบว่า 1 ใน 4 ของตำแหน่งงานทั่วโลกมีโอกาสได้รับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) แต่ผลลัพธ์ที่น่าจะเกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงลักษณะงาน มากกว่าการถูกแทนที่ทั้งหมด

รายงานชื่อ "Generative AI and Jobs: A Refined Global Index of Occupational Exposure" นับเป็นการประเมินระดับโลกที่ละเอียดที่สุดถึงปัจจุบันเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน โดยวิเคราะห์งานกว่า 30,000 หน้าที่ในอาชีพต่างๆ ร่วมกับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญและใช้ AI ช่วยในการให้คะแนน

ผลการศึกษาสำคัญพบว่า 25% ของการจ้างงานทั่วโลกอยู่ในอาชีพที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจาก GenAI โดยประเทศรายได้สูงมีสัดส่วนมากกว่า (34%), ผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงกว่า โดยในประเทศรายได้สูง งานที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการถูกทดแทนคิดเป็น 9.6% ของการจ้างงานผู้หญิง เทียบกับเพียง 3.5% ในผู้ชาย, งานธุรการเผชิญความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจาก GenAI สามารถทำงานเหล่านี้ได้โดยอัตโนมัติ และอาชีพที่ใช้ความรู้ด้านดิจิทัลสูงในสื่อ ซอฟต์แวร์ และการเงิน ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การแทนที่งานโดยสมบูรณ์ยังคงมีจำกัด เพราะหลายงานยังต้องการการมีส่วนร่วมของมนุษย์ รายงานเน้นย้ำว่าตัวเลขเหล่านี้สะท้อนโอกาสที่จะได้รับผลกระทบ ไม่ใช่การสูญเสียงานจริง และนโยบายการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดขอบเขตผลกระทบและคุณภาพงานในอนาคต

นักวิจัยเรียกร้องให้รัฐบาล นายจ้าง และองค์กรแรงงานร่วมกันพัฒนากลยุทธ์เชิงรุกและครอบคลุมเพื่อเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพงาน โดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีความเสี่ยง

ที่มา: ILO, 20/5/2025 


Thursday, May 15, 2025

คนหนุ่มสาวแอฟริกาใต้เผชิญวิกฤตการว่างงานรุนแรง พบเกือบครึ่งไม่มีงานทำ

สหพันธ์สหภาพแรงงานแอฟริกาใต้ (FEDUSA) เปิดเผยว่าสถานการณ์การว่างงานในกลุ่มเยาวชนกำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยข้อมูลไตรมาสแรกของปี 2025 ชี้ให้เห็นว่าเยาวชนอายุ 15-34 ปี ซึ่งคิดเป็น 50.2% ของประชากรวัยทำงาน หรือประมาณ 20.9 ล้านคน กำลังเผชิญกับอัตราการว่างงานสูงถึง 46.1%

จากสถิติของสำนักงานสถิติแอฟริกาใต้ (Stats SA) พบว่ากลุ่มอายุ 15-24 ปี ประมาณ 10.3 ล้านคน ประสบปัญหาการเข้าสู่ตลาดแรงงานมากที่สุด โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจาก 36.9% ในไตรมาสแรกของปี 2015 เป็น 46.1% ในไตรมาสแรกของปี 2025 หรือเพิ่มขึ้นถึง 9.2%

ข้อมูลล่าสุดยังเผยว่าจำนวนผู้มีงานทำลดลง 291,000 คน เหลือ 16.8 ล้านคน ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 237,000 คน รวมเป็น 8.2 ล้านคน โดยภาคการจ้างงานที่เป็นทางการสูญเสียตำแหน่งงานไปถึง 245,000 ตำแหน่ง ขณะที่ภาคแรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้นเพียง 17,000 ตำแหน่ง

ที่น่ากังวลคือมีเยาวชนว่างงานถึง 4.8 ล้านคนในไตรมาสแรกของปี 2025 โดยเกือบ 59% ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน และมีเยาวชนอายุ 15-34 ปี ประมาณ 3.7 ล้านคนที่ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้ศึกษา หรือไม่ได้รับการฝึกอบรม (NEET) ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกทอดทิ้งอย่างถาวร

FEDUSA เรียกร้องให้มีกลยุทธ์การฟื้นฟูการจ้างงานระดับชาติและการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบครอบคลุม เพื่อแก้ไขวิกฤตการว่างงานที่รุนแรงนี้

ที่มา: IOL News, 14/5/2025 

Tuesday, May 13, 2025

McDonald's เตรียมจ้างพนักงาน 375,000 คน ในสหรัฐฯ

McDonald's เครือร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่แห่งสหรัฐฯ ประกาศว่า มีแผนจ้างพนักงานสูงถึง 375,000 ตำแหน่ง ในสาขาทั่วสหรัฐฯ ช่วงฤดูร้อนนี้ โดยบริษัทระบุว่าเป็นหนึ่งในการรับสมัครงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

ปัจจุบันมีพนักงานประมาณ 800,000 คนทำงานในร้าน McDonald's ทั่วสหรัฐฯ โดยประมาณ 95% ของสาขากว่า 13,500 แห่ง เป็นแฟรนไชส์ที่ดำเนินการโดยเจ้าของอิสระซึ่งบริหารจัดการพนักงานและค่าจ้างเอง นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนเปิดร้านใหม่อีก 900 แห่งในสหรัฐฯ ภายในปี 2027

ในงานแถลงข่าว บริษัทยังได้ฉลองครบรอบ 10 ปีของโครงการ "Archways to Opportunity" ซึ่งให้ความช่วยเหลือด้านค่าเล่าเรียนและสนับสนุนให้พนักงานบรรลุเป้าหมายทางการศึกษา เช่น การได้รับวุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลาย 

อย่างไรก็ตาม McDonald's รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกที่ไม่ค่อยดีนัก เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2025 โดยยอดขายในสหรัฐฯ ลดลง 3.6% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการระบาดโควิด-19 บริษัทระบุว่าสาเหตุมาจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

ที่มาภาพ: Outlook Business, 13/5/2025 

Thursday, March 10, 2022

'จ๊อบไทย' เผยสถานการณ์ตลาดแรงงานช่วงโควิด-19

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกองค์กรต้องมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้อยู่ตลอดเวลา โดย แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการของจ๊อบไทย (JobThai) ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มหางานและสมัครงานออนไลน์ เปิดเผยถึงข้อมูลภาพรวมการหางาน สมัครงาน และการจ้างงานปี 2564 พร้อมเผยผลสำรวจการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานจากฝั่งขององค์กรและฝั่งของคนทำงาน

โดยภาพรวมของผู้ใช้บริการหางาน และสมัครงานในปี 2564 พบว่ามีการใช้งานมากกว่า 18.5 ล้านคน เติบโตขึ้น 12.38% มีการสมัครงาน 17,161,667 ครั้ง ด้านผลสำรวจรูปแบบการทำงานในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่า คนทำงานส่วนใหญ่กว่า 56.65% ไม่ได้ทำงานแบบ Work from Home ส่วนคนทำงานที่ได้ Work from Home กว่า 70.95% ให้ความคิดเห็นว่าการทำงานแบบนี้ทำให้ขาดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

ในปี 2564 ความต้องการแรงงานมีอัตราสูงขึ้น

ส่วนข้อมูลด้านความต้องการแรงงานขององค์กรในจ๊อบไทยแพลตฟอร์ม พบว่า องค์กรมีความต้องการแรงงานในปี 2564 ทั้งหมด 602,436 อัตรา มีอัตราการเปิดรับเพิ่มขึ้นจากปี 2563 คิดเป็น 24% โดย 5 สายงานที่เปิดรับมากที่สุด ได้แก่ 1.งานขาย 321,505 อัตรา 2.งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ 183,903 อัตรา 3.งานช่างเทคนิค 175,083 อัตรา 4.งานธุรการ/จัดซื้อ 87,731 อัตรา 5.งานวิศวกร 81,982 อัตรา

ในส่วนของ 5 บริษัทที่คนสมัครงานเยอะมากที่สุดในปี 2564 ได้แก่ 1.บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มีการสมัครงานถึง 90,727 ครั้ง 2.บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) มีการสมัครงาน 76,642 ครั้ง 3.บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีการสมัครงาน 64,558 ครั้ง 4.บริษัท โรม อินทิเกรเต็ด ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีการสมัครงาน 51,854 ครั้ง และ 5.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) มีการสมัครงาน 48,265 ครั้ง

เป็นการนับจำนวนครั้งการสมัครที่เกิดขึ้นผ่านจ๊อบไทยแพลตฟอร์ม นอกจากตัวเลขดังกล่าวแล้ว ยังมีการสมัครผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การส่งใบสมัครผ่านอีเมล

ส่วนด้านธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้ผลกระทบทางลบโดยตรงจากโควิดทำให้การเปิดรับคนลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 2563 เริ่มกลับมามีแนวโน้มความต้องการของแรงงานเพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ปี 2564 และมีแนวโน้มดีขึ้นจนถึงปัจจุบัน

อุปสรรคในการสรรหาบุคลากรช่วงโควิด-19

นอกจากนี้ แสงเดือน ยังได้เผยผลสำรวจด้านอุปสรรคในการสรรหาบุคลากรในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำการสำรวจความคิดเห็นขององค์กรทั่วประเทศจำนวน 1,178 คน โดยองค์กรต่าง ๆ บอกว่าในช่วงสถานการณ์โควิด-19 สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของการสมัครงานที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ดังนี้ ได้รับใบสมัครที่มาจากนักศึกษาจบใหม่ หรือผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์การทำงานเป็นจำนวนมากเพิ่มขึ้น ได้รับใบสมัครงานที่คุณสมบัติไม่ตรงกับความต้องการ และได้รับใบสมัครงานที่มาจากผู้สมัครที่ทำการย้ายสายงานตามลำดับ รวมทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังทำให้องค์กรมีการยกเลิกสวัสดิการต่าง ๆ และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังทำให้องค์กรมีการยกเลิกสวัสดิการต่าง ๆ โดยมีการยกเลิกสวัสดิการเหล่านี้มากที่สุด ได้แก่ 1.กิจกรรมสันทนาการ เช่น งานกีฬาสี งานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ ท่องเที่ยวประจำปี 2.จัดคอร์สอบรมและพัฒนาความรู้ภายในองค์กร 3.โบนัส 4.ตรวจสุขภาพประจำปี และ 5.เงินรางวัลประจำปี /รางวัลพนักงานดีเด่น

- ปัญหาที่ HR มักจะพบมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.ผู้สมัครงานไม่มาสัมภาษณ์งานโดยไม่แจ้งให้ทราบ 72.92% 2.ผู้สมัครงานเรียกเงินเดือนสูงกว่าคุณสมบัติที่ตัวเองมี 42.11% 3.ทักษะของผู้สมัครงานไม่ตรงหรือมีไม่มากเท่าที่ระบุไว้ในประกาศงาน 39.39% 4.ผู้สมัครงานที่ผ่านการคัดเลือกแต่ไม่มาเริ่มงานตามกำหนด 33.11% และ 5.ผู้สมัครงานไม่ศึกษาข้อมูลองค์กร 30.05%

- สิ่งที่ HR ให้ความสำคัญในการพิจารณาใบสมัครงานมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.ทักษะของผู้สมัครที่ตรงกับตำแหน่งงาน 2.คุณสมบัติของผู้สมัครที่ตรงกับประกาศงาน 3.ประสบการณ์เดิมจากที่ทำงานเก่า 4.ทักษะอื่น ๆ ที่ส่งเสริมกับตำแหน่งงาน และ 5.ความถูกผิดของการสะกดต่าง ๆ ในใบสมัครงาน

- สิ่งที่ HR ให้ความสำคัญในการพิจารณาใบสมัครงานน้อยที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.ศาสนาของผู้สมัคร 2.เพศของผู้สมัคร 3.ตัวตนในโลกออนไลน์ 4.สถาบันที่จบการศึกษา และ 5.ความสวยงามของ Resume

- ทักษะที่ HR มองหานอกจากทักษะเฉพาะทาง 5 อันดับ ได้แก่ 1.ทักษะการรับมือกับปัญหา สามารถปรับตัวเพื่อฟื้นฟูตัวเองเมื่อเจอกับปัญหาหรือความล้มเหลว (Resilience and Adaptability) 2.ทักษะการคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking) 3.ทักษะการคิดเชิงเหตุผลและตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อน 4.ทักษะในการรับมือและจัดการกับความเครียด เมื่อเจอกับปัญหา หรือความเปลี่ยนแปลง และ 5.ทักษะในการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ด้วยตนเอง (Active Learning)



ปัจจัยที่ส่งผลต่อการหางาน และการสมัครงาน

ส่วนด้านผลสำรวจเรื่องการหางาน สมัครงานจากคนทำงานทั่วประเทศจำนวน 12,511 คน พบว่า ในครึ่งปีแรกของปี 2565 กลุ่มคนทำงานประจำและสัญญาจ้าง 53.60% จะยังไม่จริงจังกับการหางานใหม่มากแต่เป็นการเปิดโอกาสไว้และถ้ามีงานน่าสนใจกลุ่มจะลองสมัครงานนั้นดู และคนทำงานอีกกว่า 26.76% จะทำการหางานใหม่อย่างจริงจัง กลุ่มที่ไม่ได้หางานใหม่ แต่ถ้าได้รับการเสนองานให้ก็จะพิจารณา 14.58% และกลุ่มที่บอกว่าจะไม่หางานใหม่อย่างแน่นอน 5.05% ซึ่งปัจจัยที่คนทำงานใช้พิจารณาเลือกย้ายงานหรือทำงานในองค์กรเดิมต่อ ได้แก่ 1.เงินเดือน 2.สวัสดิการ 3.โบนัส 4.ความก้าวหน้าในอาชีพ และ 5.การเดินทางที่สะดวก

คนหางานจะหาข้อมูลก่อนการสมัครงานผ่านช่องทางดังนี้ 1.เว็บไซต์หางาน สมัครงาน 2.เว็บไซต์บริษัท 3.โซเชียลมีเดียขององค์กร และคนทำงานยังเผยสิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่อยากสมัครงานกับองค์กรหากมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในขั้นตอนสมัครงาน คือ 1.ต้องมีผู้ค้ำประกัน 2.ค้นหาข้อมูลบริษัทได้น้อย เช่น ค้นหาไม่เจอบน Maps 3.มีการสัมภาษณ์งานมากกว่า 2 รอบขึ้นไป 4.ไม่มีความเคลื่อนไหวบน Social Media ของบริษัท และ 5.ต้องมีบุคคลรับรอง

จะเห็นได้ว่า 2 ใน 5 เรื่องที่คนทำงานให้ความสำคัญเป็นเรื่องของข้อมูลองค์กร ยิ่งในยุคที่ข้อมูลมากมายความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรไม่ควรมองข้าม ดังนั้นฝั่งองค์กรเองควรทำเรื่องภาพลักษณ์นายจ้าง (Employer Branding) ให้มีความน่าสนใจดึงดูดให้คนอยากร่วมงานด้วย โดยการสร้างตัวตนให้คนสามารถค้นหาเจอบนออนไลน์ และต้องสื่อสารเรื่องราวขององค์กรในด้านต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรมองค์กร บรรยากาศในการทำงาน สวัสดิการที่น่าสนใจ อัปเดตข่าวสารและผลงาน รวมไปถึงกิจกรรมภายใน ภายนอกองค์กร





Friday, December 10, 2021

'โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประเทศไทย' เผยผลสำรวจเงินเดือน - แนวโน้มการจ้างงานปี 2565

 


โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประเทศไทย เผยผลสำรวจเงินเดือน - แนวโน้มการจ้างงานปี 2565 เผย 10 ข้อน่ารู้ แนวโน้มตลาดงานในประเทศไทย ค่าตอบแทนการย้ายงานขยับ 10 - 30% ในสาขาดิจิทัลเรียกเงินเดือนเพิ่มสูงสุด 30% หากย้ายงานใหม่ วัฒนธรรมองค์กรยืดหยุ่น การสื่อสารช่วยดึงดูดการทำงาน

ปี 2565 เป็นปีที่ภาคธุรกิจมีความหวังว่าภาวะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นชัดเจนหลังจากที่ในปี 2563 - 2564 ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลายระลอกทำให้เศรษฐกิจและภาคธุรกิจโดยรวมได้รับผลกระทบ 

โดยตลาดแรงงานถือว่าเริ่มมีสัญญาณในการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีเมื่อการควบคุมการระบาดในประเทศและในภาคการผลิตทำได้ดีขึ้น มีการเร่งรัดเรื่องการฉีดวัคซีนที่ช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาขับเคลื่อนได้ ช่วยให้ตลาดแรงงานฟื้นตัว ความต้องการจ้างงานของภาคเอกชนมีมากขึ้น 

"กรุงเทพธุรกิจ" สัมภาษณ์ "ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา"   ผู้จัดการโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประจำประเทศไทย ที่ปรึกษาด้านการจัดหางานระดับโลกซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่กรุงลอนดอนและ สำนักงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   เกี่ยวกับแนวโน้มการจ้างงาน ตำแหน่งงานที่ได้รับความสนใจ รวมทั้งข้อมูลแนวโน้มเงินเดือนในสาขางานที่น่าสนใจใน ในปี 2565 

ปุณยนุช กล่าวว่าการระบาดของโควิด-19 ในปี 2564 ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานไทยและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก  น้อยกว่าเมื่อเทียบกับปี 2563  

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2564 การจ้างงานในหลายประเทศในภูมิภาคได้มีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แต่ในประเทศไทยการฟื้นตัวยังค่อนข้างช้าเนื่องจากการระบาดในช่วงแรกยังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคการผลิต  ขณะที่ในภาคเทคโนโลยีและดิจิทัล ได้มีการจ้างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกอุตสาหกรรมและพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดและนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจในยุคดิจิทัล

ผลการสำรวจเงินเดือนในปี 2565 ของโรเบิร์ต วอลเทอร์สสำหรับประเทศไทย มีสาระสำคัญน่าสนใจ 10 ข้อ ได้แก่ 

1.อัตราเงินเดือนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10-30% สำหรับผู้ที่หางานใหม่ในปี 2565 โดยสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาดมากเช่น ตำแหน่งที่เกี่ยวกับความปลอดภัยไซเบอร์ การควบคุมไลน์การผลิตให้มีความต่อเนื่อง รวมทั้งผู้ที่มีความรู้เรื่องวิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้า สามารถปรับเพิ่มเงินเดือนได้กว่า 30% กรณีที่มีการย้ายงานไปที่ใหม่

2.ความต้องการในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจะเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้เกิดการขาดแคลนบุคลากร สืบเนื่องมาจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจในยุคดิจิทัลอย่างแพร่หลายในทุกอุตสาหกรรม

3.พนักงานที่มีทักษะทางเทคโนโลยีจะเป็นที่ต้องการอย่างสูงด้วยข้อเสนอที่น่าจูงใจ ในขณะที่บริษัทจะต้องปรับค่าตอบแทนและสวัสดิการเพื่อให้สามารถรักษาบุคลากรด้านเทคโนโลยี  ด้านระบบการจัดการอัตโนมัติและการวิเคราะห์ผล ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดไว้ได้

ในขณะที่การสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถภายในประเทศยังคงดำเนินต่อไป  ตำแหน่งที่สามารถทำงานจากระยะไกลได้ (remote working) จะดึงดูดผู้สมัครจากต่างประเทศที่ไม่จำเป็นต้องย้ายมาประเทศไทย

4.ภาคการผลิตของไทยจะฟื้นตัวเพื่อเตรียมพร้อมกับความต้องการที่มาจากทั่วโลก โดยการผลิตในไทยจะได้รับอานิสงค์จากการกระจายฐานการผลิตจากประเทศอุตสาหกรรมมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

5.ผู้สมัครงานต้องการการทำงานที่ยืดหยุ่น และแผนการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น 

6.การทำงานระยะไกล (remote working) กำลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับทักษะการสื่อสารที่จำเป็นเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

7.อัตราการลาออกของพนักงานจะสูงขึ้นเนื่องจากพนักงานกำลังมองหางานใหม่ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การระบาดของโควิดจะยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้พนักงานตระหนักถึงความเสี่ยงในการเปลี่ยนงาน ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะในบางด้านเท่านั้น

8.การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจะเป็นทักษะที่นายจ้างต้องการในตัวผู้สมัครควบคู่ไปกับทักษะการเรียนรู้และการทำงานเชิงรุก

9.การเพิ่มขึ้นของทำงานจากระยะไกล (remote working) ส่งผลต่อการเพิ่มความหลากหลายของพนักงาน นำไปสู่พนักงานที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากขึ้น พนักงานให้ความสำคัญกับเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรมากขึ้น และบางองค์กรต้องการการทำงานแบบไฮบริดที่มีการทำงานทั้ง

และ 10.สิ่งที่ถูกให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น คือ การที่นายจ้างจะต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนแก่พนักงานในกรณีที่ต้องมีการเรียกมาทำงานที่หน้างานโดยเฉพาะในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในวงกว้าง 

ปุณยนุชกล่าวต่อว่าสำหรับทิศทางการจ้างงานในปี 2565 การทำงานแบบในออฟฟิศจะถูกให้ความสำคัญน้อยลง แต่จะเน้นรูปแบบการทำงานจากระยะไกล (remote working) ที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ในโลกใบนี้มากขึ้น

รวมไปถึงความต้องการในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลจะมีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน   ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในด้านเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ การขาย และการตลาด รวมไปถึงตำแหน่งที่ผู้สมัครสามารถใช้ทักษะของตนได้โดยไม่ต้องมีการฝึกอบรมใดๆ จะสามารถเรียกเงินเดือนที่สูงได้  การปรับตัวของเงินเดือนในปี 2565 ยังคงสอดคล้องกับปีก่อนหน้าที่ค่าตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ จะอิงตามความสามารถในการแข่งขัน

ทั้งนี้ในปี 2565  การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจ ได้ก่อให้เกิดความต้องการจ้างงานในหลายตำแหน่ง  ตัวอย่างเช่น บริการทางการเงิน ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการขยายโครงข่าย 5G  การวิเคราะห์ข้อมูล และบล็อกเชน รวมถึงการบริการลูกค้า การบริการทางธนาคารแบบเสมือนจริง   นอกเหนือจากนี้ ในปี 2565  เทคโนโลยีจะยังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทคโนโลยีด้านการศึกษา  เทคโนโลยีด้านสุขภาพ และเทคโนโลยีการผลิตแบบอัตโนมัติ  จะเป็นที่ต้องการอย่างมาก ควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การทำงานจากที่บ้านทำให้เกิดการขยายขอบเขตการสรรหาบุคลากรซึ่งมุ่งเน้นที่ความหลากหลายและการทำงานร่วมกันมากขึ้น  ทักษะด้านการจัดการ (soft skills)  และการสื่อสารถือว่ามีความจำเป็น

"ในปี 2565 ในทุกอุตสาหกรรมพนักงานมีความมั่นใจในโอกาสการจ้างงานใหม่และส่วนใหญ่คาดหวังว่าจะได้รับค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ยอดเยี่ยมแล้ว ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่านโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่น เพื่อนร่วมงาน และวัฒนธรรมองค์กรที่สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานทำงานอย่างดีที่สุด รวมถึงการทำงานที่ท้าทายและน่าสนใจมากขึ้น ถือเป็นปัจจัยที่พนักงานให้ความสำคัญสูงที่สุดในลำดับแรก" ปุณยนุช กล่าว

ที่มาภาพประกอบ: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ 

Tuesday, September 28, 2021

Manpower เผยผลสำรวจ 'อัตราเงินเดือน' ปี 2564-2565 และแนวโน้มตลาดงานหลัง COVID-19

28 ก.ย. 2564 มร.ไซมอน แมททิวส์ ผู้จัดการระดับภูมิภาคประจำประเทศไทย, แถบตะวันออกกลาง และเวียดนาม แมนพาวเวอร์กรุ๊ป เปิดเผยว่า  สถานการณ์ตลาดแรงงานในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากทั้งวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ทำให้ภาคอุตสาหกรรม, ธุรกิจต่างๆ รวมทั้งแรงงานต้องปรับตัวให้พร้อมรับมือ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ยังมีส่วนขับเคลื่อนให้การเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สืบเนื่องจากวิกฤตด้านสุขภาพ เชื่อมโยงไปยังเศรษฐกิจโลกและสังคม องค์กรธุรกิจต่างๆ กำลังเผชิญกับแนวโน้มและทิศทางการดำเนินงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น  จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลให้องค์กรจำเป็นต้องปฏิรูปวิธีการทำงานรวมถึงการวางแผนกำลังคน การตรวจสอบทักษะและความสามารถของพนักงานที่จำเป็น เพื่อการปรับตัวและเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันได้ดีขึ้น

แนวโน้มในอนาคตของโลกการทำงานตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในส่วนของโครงสร้างทางประชากร มีการปฏิวัติเทคโนโลยี ทางเลือกของแต่ละบุคคลและความซับซ้อนต่างๆ ซึ่งเป็นจุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้  แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย มีความตระหนักถึงสถานการณ์และแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในองค์กรธุรกิจต่างๆ และประสงค์เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนทุกองค์กรและกลุ่มแรงงานให้ทุกคนสามารถผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน ล่าสุดได้จัดทำ “ManpowerGroup Thailand Salary Guide 2021 - 2022” โดยรวบรวมข้อมูลจากทุกมิติของกลุ่มงานต่างๆ ให้มีความครอบคลุมทุกทักษะในแต่ละระดับและประเภทของการจ้างงานที่หลากหลาย  ซึ่งการจัดทำและเตรียมข้อมูลทั้งหมดมีความเป็นปัจจุบันเพื่อเป็นแนวทางสำหรับองค์กรธุรกิจนำไปใช้ในการวางแผนกำลังคนและการจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

นอกจากนี้ แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทยยังได้เห็นสัญญาณของตลาดงานในปีนี้ซึ่งมีการปรับตัวและมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา  พร้อมยังเห็นทิศทางการจ้างงานระยะสั้นประเภทต่างๆ โดยเฉพาะการจ้างงานแบบเอาท์ซอร์ส (Outsource) เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานระยะสั้นเป็นสำคัญ ผู้ประกอบการต่างๆ ปรับเปลี่ยนองค์กรมีให้ความยืดหยุ่น คล่องตัว และใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ภาคแรงงานกำลังเร่งเพิ่มทักษะ (Upskill) และทักษะใหม่ (Reskill) เพื่อรองรับรูปแบบการทำงานและอาชีพที่เปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่

อย่างไรก็ตาม นายจ้างจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตด้านกำลังคน (แรงงาน) และแผนการจัดการความปลอดภัยของพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากการติดตั้งมาตรการคัดกรองที่ชัดเจนและเป็นระบบ จัดให้มีการทดสอบ COVID-19 ก่อนกลับไปทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการความปลอดภัยส่วนบุคคลทั้งหมดถูกนำมาใช้ ซึ่งรวมถึงการสวมหน้ากาก การล้างมือ การฉีดวัคซีน การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ และการประเมินผลกระทบใดๆ  รวมทั้ง

ความพร้อมเชิงรุกจะนำไปสู่การปรับตัวที่ดีขึ้น โดยมีระบบการจัดการสำหรับพนักงานและนายจ้าง มีการวิเคราะห์สถานการณ์จากทุกมุม โดยเฉพาะการประเมินความเสี่ยงจะช่วยให้ทุกคนมีทางเลือกที่ดีขึ้น ความเข้าใจที่ดีขึ้นและความร่วมมืออย่างเต็มที่จากทุกฝ่ายจะช่วยให้ทุกคนผ่านสถานการณ์ปัจจุบันและพร้อมที่จะไปสู่ภาวะปกติต่อไปได้สำเร็จ  

ทางด้านนางสาวสุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยต่อว่า สำหรับแนวโน้มด้านค่าตอบแทนในกลุ่มสายงานต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะหลังวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด (COVID-19)  เป็นอัตราเร่งให้ทุกองค์กรมีการปรับวิถีชีวิตและการทำงานสู่รูปแบบใหม่ จากวิถีชีวิตใหม่ (New Normal)สู่วิถีชีวิถัดไป (Next Normal) ทำให้รูปแบบการทำงานขององค์กรเปลี่ยนไปเป็นการทำงานได้จากทุกที่ ทุกเวลา “Work Anywhere Anytime” เป็นการทำงานแบบรีโมทและทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) มากขึ้น  อย่างไรก็ตามในแต่ละองค์กรมีค่าตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ ขึ้นอยู่กับกลุ่มธุรกิจ โดยโครงสร้างเงินเดือนของบุคลากรในสายต่างๆ ตั้งแต่ระดับบัณฑิตจบใหม่ ไปจนถึงระดับผู้บริหาร โดยเริ่มตั้งแต่ต้นที่ 15,000 ไปจนถึง 850,000 ต่อเดือน  ทั้งนี้อยู่กับคุณสมบัติและประสบการณ์ ทักษะด้านเทคโนโลยีและทักษะด้านภาษา

สำหรับการจ้างงานแบบพนักงานประจำ ในระดับผู้จัดการจนถึงระดับผู้บริหารในกลุ่มสายงานต่างๆ มีระดับเงินเดือนแตกต่างกัน ดังนี้ งานระดับผู้บริหารระดับเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 67,200 – 850,000 บาทต่อเดือน  งานทรัพยากรมนุษย์ระดับเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 42,000 - 340,000 บาทต่อเดือน  งานบัญชีและการเงิน เงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 40,000 – 189,500 บาทต่อเดือน  งานขายและการตลาดเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 45,000 – 460,000 บาทต่อเดือน  งานภาคการผลิตและวิศวกรเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 55,000 – 250,000 บาทต่อเดือน งานบริการลูกค้าเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 48,000 – 120,000 บาทต่อเดือน   งานบริการสำนักงานเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 35,000 – 120,500 บาทต่อเดือน งานซัพพลายเชนและโลจิสติกส์เงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 28,000 – 250,000 บาทต่อเดือน  กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 42,000 – 340,000 บาทต่อเดือน  งานด้านไอทีเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 40,000 – 525,000 บาทต่อเดือน

จับตากลุ่มงานสัญญาจ้าง, งานชั่วคราว รวมถึงงานโปรเจกต์ วิถีเปลี่ยนความต้องการโตต่อเนื่อง ในระดับผู้จัดการเป็นต้นไป  งานบริการลูกค้าเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 60,000 – 120,000 บาทต่อเดือน   งานบัญชีและการเงินเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 50,000 – 100,000 บาทต่อเดือน  งานขายและการตลาดเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 35,000 – 80,000 บาทต่อเดือน  เภสัชกรรมและสุขภาพการแพทย์เงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 150,000 – 200,000 บาทต่อเดือน  งานภาคการผลิตและช่างเทคนิคเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 120,000 – 200,000 บาทต่อเดือน  งานโครงการโยธาเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 70,000 – 120,000 บาทต่อเดือน 

ในส่วนการจ้างงานชาวต่างประเทศในระดับผู้บริหาร ในกลุ่มหัวหน้าฝ่าย ผู้อำนวยการ ประธานเจ้าหน้าที่ และกรรมการผู้จัดการ เงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 140,000 – 1,000,000 บาทต่อเดือน 

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในแต่ละสายงานมีตัวเร่งและปัจจัยในการขับเคลื่อนที่แตกต่างกันบ้างตามแต่ละสายงาน  แต่มีหนึ่งเครื่องมือที่ในยุคดิจิทัลปฏิเสธไม่ได้ก็คือ การนำเทคโนโลยี (IT) เข้ามามีบทบาทในการทำงานส่งผลให้บุคลากรต้องมีการเรียนรู้อยู่ตลอดทั้งการรีสกิล (Reskill) และ อัพสกิล (Upskill) เพื่อมาช่วยในการทำงาน รวมทั้งทักษะการทำงานร่วมกัน การสื่อสารที่เข้าใจและทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทักษะความสามารถเฉพาะทางที่สำคัญเหล่านี้นับเป็นการสร้างความได้เปรียบ รวมไปถึงเป็นการเพิ่มโอกาสเข้าทำงานในบริษัทหรือองค์กรชั้นนำอีกด้วย สำหรับการก้าวสู่ยุคความปกติถัดไป (Next Normal) ทิศทางแรงงานอาจเปลี่ยนแปลงไปเปิดกว้างสำหรับการจ้างงานแบบระยะสั้นประเภทต่างๆมากขึ้น สำหรับวิถีชีวิตและการทำงานแบบออนด์ดีมานด์ ได้ทุกที่ ทุกเวลา บูรณาการเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวเข้าด้วยกัน เพราะความสำเร็จอยู่ที่การออกแบบชีวิตของแต่ละคน องค์กรควรเตรียมความพร้อมตั้งรับวิถีคนทำงานภายใต้บริบทใหม่  โควิด ดิสรัปชั่น นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปรับตัวได้ก่อน รับมือก่อน เพราะความสำเร็จ…คุณออกแบบได้


Wednesday, April 28, 2021

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยแรงงานเปราะบางปี 2564 มีโอกาสเพิ่มสูงกว่า 2.7 ล้านคน

 

ช่วงปลายเดือน เม.ย. 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่ากว่า 1 ปีของการระบาดโควิด-19 ที่จนถึงปัจจุบันวิกฤตนี้ก็ยังไม่ยุติลง และมีแนวโน้มจะสร้างผลกระทบที่ยืดเยื้อยาวนานสำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยที่การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ด้วยการฉีดวัคซีนให้กับประชากร 70% ขึ้นไปของประชากรทั้งประเทศอาจมีความเสี่ยงว่าจะเกิดขึ้นไม่ทันภายในช่วงปี 2564 นี้ ถึงแม้ภาครัฐมีแผนจะจัดหาวัคซีนไว้แล้วมากกว่า 63 ล้านโดสก็ตาม เพราะแม้ว่าเราอาจจะสามารถควบคุมการระบาดของโควิดในรอบเดือนเมษายนนี้ให้คลี่คลายได้ก่อนเข้าสู่จังหวะการเปิดประเทศในจังหวัดท่องเที่ยวเป้าหมายตามแผนที่วางไว้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 (ทั้งการไม่กักตัว/ลดวันกักตัวลง) แต่ก็มีความเป็นไปได้ในกรณีเลวร้ายที่อาจมีเหตุการณ์ที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นคือการระบาดรอบถัดไปหรือคลัสเตอร์ใหม่ๆ ได้อีก

ภาพดังกล่าวย่อมกดดันเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจและครัวเรือน ให้มีความเปราะบางมากขึ้นผ่านจังหวะการฟื้นตัวที่สะดุดลงและเลื่อนเวลาออกไปจากที่เคยหวังกันไว้ก่อนเกิดระลอกปลายเดือนธันวาคม 2563 และเมษายน 2564 ซึ่งถ้าย้อนไปดูผลกระทบต่อแรงงานจากสถิติล่าสุด พบว่า โควิดรอบแรก ทำให้มีผู้ว่างงาน เร่งจำนวนขึ้นมาอยู่ที่ 5.9 แสนคน ณ ธันวาคม 2563 คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.5% ต่อกำลังแรงงานทั้งหมด (เทียบกับ 0.96% ณ ธันวาคม 2562) ขณะที่ หากนับรวมผู้เสมือนว่างงานหรือผู้ที่มีจำนวนชั่วโมงการทำงานน้อยอีกราว 2.1 ล้านคน หรือ 5.4% ต่อกำลังแรงงาน โดยแบ่งเป็น ภาคเกษตรราว 1.3 ล้านคน และภาคนอกเกษตร 0.8 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นการผลิต ขายส่งขายปลีก ที่พักแรม เป็นต้น กล่าวได้ว่า แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิดรอบแรกและมีความเปราะบางด้านรายได้ อาจมีมากถึง 2.7 ล้านคน หรือ 6.9% 



นอกจากนี้ ก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดโควิดรอบเดือนเมษายน 2564 แรงงานนอกระบบนอกภาคเกษตรในสาขาการค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวที่มีจำนวน 6.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 17.5% ต่อกำลังแรงงาน ซึ่งครอบคลุมถึงตลาดนัด ร้านนวดและสปา แท็กซี่และจักรยานยนต์รับจ้าง รวมถึงหาบเร่แผงลอย ก็มีรายได้ที่ลดลงมาเหลือเพียง 10-50% ของรายได้ก่อนโควิดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาถึงความคืบหน้าของโครงการ “เราชนะ” ของภาครัฐ ที่มีจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์มากถึง 32.8 ล้านคน ก็สะท้อนได้เช่นกันว่า ผู้ที่มีความเปราะบางจากผลกระทบของโควิดมีอยู่เป็นจำนวนมากถึงเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ

ดังนั้น สำหรับในปี 2564 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงมองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จำนวนแรงงานเปราะบางที่วัดจากผู้ว่างงานและผู้เสมือนว่างงานจะยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ในกรณีเลวร้ายหากไม่สามารถเปิดการท่องเที่ยวได้ สถานการณ์การจ้างงานจะแย่ลง

ขณะที่การจ้างงานในภาคการค้าส่งค้าปลีกโดยรวมก็ยังไม่น่าจะดีขึ้น เพราะแม้จะไม่ถูกกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์มากเหมือนปีก่อน รวมถึงน่าจะได้อานิสงส์จากการที่รัฐบาลจะต่ออายุมาตรการคนละครึ่ง แต่การแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นมากกว่าในรอบแรก จะเป็นตัวฉุดการใช้จ่ายและกระทบการดำเนินชีวิตของผู้บริโภค ซึ่งรวมถึงการจ้างงาน โดยรวมแล้ว จึงอาจมีเพียงอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออกสินค้าที่น่าจะมีสถานการณ์ที่ดีขึ้นตามเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างจีนและสหรัฐฯ

การเร่งพัฒนาทักษะและผลิตภาพแรงงาน ยังไร้แผนที่ชัดเจน

นอกเหนือจากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพให้กับผู้เปราะบางในการรับมือกับโจทย์เฉพาะหน้าเรื่องโควิดแล้ว ภาครัฐและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องวางแนวทางความช่วยเหลือในการพัฒนาทักษะและผลิตภาพแรงงานแบบคู่ขนานกันไปเพื่อรองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงวิถีการประกอบธุรกิจในยุคเทคโนโลยีดิจิทัลที่รวดเร็วและซับซ้อนขึ้น โดยจำเป็นต้องพิจารณาองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ ซึ่งครอบคลุมไปถึงระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย เพื่อออกแบบมาตรการที่อุดช่องว่างหรือเติมเต็มให้แรงงานสามารถพัฒนาทักษะตนเองและยกระดับประสิทธิภาพการทำงานให้ได้มากที่สุด

ขณะเดียวกันก็ต้องสอดรับไปกับการวางเป้าหมายในอนาคตของประเทศในการเป็นฮับในด้านต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าหนีไม่พ้นที่จะต้องทำให้ผลิตภาพแรงงานไทยแข่งขันได้กับประเทศเพื่อนบ้านด้วย นับว่าเป็นความท้าทายพอสมควร เพราะก่อนโควิดผลิตภาพแรงงานของไทยก็เริ่มลดลงแล้ว แม้จะยังสูงกว่ากลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง–สูงก็ตาม 


สำหรับแรงงานนั้น จำเป็นอย่างยิ่งเช่นกันที่จะต้องเร่งปรับตัว ทั้งการรู้ลึกรู้จริงในสาขาที่เชี่ยวชาญ และรู้รอบรู้กว้างในสาขาอื่นๆ อีกทั้งยังต้อง Upskill / Reskill ให้มีทักษะที่จำเป็นที่เป็นที่ต้องการสำหรับภาคธุรกิจแห่งอนาคต ที่สำคัญก็คือ ทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ ทักษะด้านภาษา ความยืดหยุ่นในการปรับตัว เป็นต้น ตลอดจนคงต้องสร้างอุปนิสัยรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ซึ่งจะทำให้แรงงานมีความสามารถในการรับมือกับวิกฤตต่างๆ ที่จะเข้ามาอีกในอนาคตได้อย่างยั่งยืน 



ที่มาภาพประกอบ: ILO Asia-Pacific

เรื่องที่ได้รับความนิยม