พนักงานออฟฟิศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากการทำงานภายใต้สภาวะอากาศร้อนจัด ท่ามกลางมาตรการประหยัดพลังงานที่เข้มงวดของภาครัฐ ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้เส้นทางขนส่งพลังงานในช่องแคบฮอร์มุซติดขัด หลายประเทศจึงต้องออกมาตรการควบคุมอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในสถานที่ทำงานให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น เช่น ประเทศไทยที่กำหนดให้อยู่ที่ 26-27 องศาเซลเซียส ขณะที่ฟิลิปปินส์และมาเลเซียกำหนดไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 24-25 องศาเซลเซียส ส่งผลให้พนักงานจำนวนมากรู้สึกไม่สบายตัวและต้องหาทางเลือกอื่นในการคลายความร้อนเพิ่มเติม
นอกจากผลกระทบด้านความสะดวกสบายในที่ทำงานแล้ว นักวิชาการเตือนว่าสภาวะอากาศร้อนจัดที่ยืดเยื้อจากปรากฏการณ์เอลนีโญอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งในด้านความมั่นคงทางอาหารและต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากระดับน้ำในเขื่อนที่ลดลง หลายหน่วยงานจึงเริ่มปรับเปลี่ยนระเบียบการแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพอากาศมากขึ้น เช่น การส่งเสริมการสวมเสื้อผ้าจากผ้าฝ้ายหรือผ้าบาติกแทนชุดสากลที่หนาหนัก รวมถึงการส่งเสริมให้พนักงานทำงานจากที่บ้านเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและลดการใช้พลังงานในภาพรวม ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับตัวระยะยาวเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป
