สหภาพบริการสาธารณะและชุมชน (CPSU) ของออสเตรเลีย ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกลางอย่างรุนแรง หลังมีการยกเลิกข้อกำหนดเป้าหมายความรับผิดชอบภายใต้กรอบการจัดจ้างเชิงยุทธศาสตร์ (SCF) ซึ่งแต่เดิมออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นไม่ให้หน่วยงานรัฐโอนย้ายงานหลักไปให้บริษัทเอกชนภายนอก (Outsourcing) โดยสหภาพแรงงานเตือนว่าการปล่อยปละละเลยครั้งนี้จะส่งผลให้การกำกับดูแลลดลงและผลักดันให้เกิดการจ้างงานนอกระบบมากขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับงบประมาณการจัดจ้างบุคลากรชั่วคราวตามข้อมูลของหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (AusTender) ในปีงบประมาณ 2025–2026 ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 52% เป็นมูลค่า 3.53 พันล้านดอลลาร์ และมีปริมาณสัญญาจ้างเพิ่มขึ้น 18% เป็น 9,160 สัญญา
ทางสหภาพแรงงานระบุว่า ปัจจุบันหน่วยงานรัฐขนาดใหญ่หลายแห่งยังคงพึ่งพาแรงงานภายนอกในภารกิจหลักอย่างมีนัยสำคัญ เช่น สำนักงานสรรพากรและสำนักงานประกันผู้พิการแห่งชาติที่ยังคงใช้พนักงานคอลเซ็นเตอร์จากบริษัทข้ามชาติรวมกว่า 3,000 คน รวมถึงกระทรวงมหาดไทยที่จ้างผู้รับเหมาเอกชนในหน่วยเดินเรือแห่งชาติ แทนที่จะนำเงินภาษีของประชาชนมาลงทุนกับข้าราชการประจำที่มีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่งบจ้างงานชั่วคราวพุ่งขึ้นเกือบสามเท่าตัว ขณะที่คณะกรรมการบริการสาธารณะแห่งออสเตรเลีย (APSC) ออกมาโต้แย้งว่า การลดระดับเป้าหมายลงเป็นเรื่องปกติเนื่องจากหน่วยงานส่วนใหญ่รายงานว่าแทบไม่มีงานหลักที่ตกค้างในระบบจัดจ้างภายนอกแล้ว อย่างไรก็ตาม สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (ANAO) กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบประสิทธิภาพของกรอบการทำงานดังกล่าว โดยมีกำหนดรายงานผลต่อสาธารณะในเดือนตุลาคม 2026 นี้
